บ้านถิ่น

ประวัติความเป็นมาของชาวไตลื้อบ้านถิ่น

ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ประวัติความเป็นมาของชาวไตลื้อบ้านถิ่น ราษฎรชาวไตลื้อบ้านถิ่น ดั้งเดิมนั้นสันนิษฐานว่าได้อพยพมาจากเมืองยอง (ลื้อเขิน) ในแคว้นสิบสองปันนาอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ปัจจุบัน บ้านถิ่นเป็นบ้านของคนไตลื้อที่มีอัตลักษณ์ของตนเอง ได้แก่ ภาษาไตลื้อ มีศิลปะการแต่งกาย มีลีลาการฟ้อนรำ มีฝีมือทางด้านหัตถกรรมทอผ้าและการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่สวยงาม จากตำนานคนยองเมืองหละปูนของ แสวง มาละแชม

กล่าวถึงการเข้ามาตั้งถิ่นฐานของชาวยองในภาคเหนือของไทยว่า อยู่ในช่วงสมัยที่กษัตริย์ในราชวงศ์มังรายอ่อนแอ บ้านเมืองแตกแยก วุ่นวายอย่างหนัก พม่าได้เข้ามามีอำนาจในแผ่นดินล้านนา ได้ตั้งเจ้าเมืองขึ้นมาปกครองเมืองใหญ่ เช่นเมืองเชียงใหม่ เชียงแสน เมืองแพร่และเมืองน่าน พม่าได้กวาดต้อนผู้คนจากเชียงใหม่ ลำพูน ไปอังวะ ทำให้ผู้คนแถบลำพูนเบาบางลง พม่าไม่ได้ให้ความสำคัญกับเมืองลำพูน โดยไม่ตั้งเจ้าเมืองมาปกครอง จึงเกิดมีผู้นำท้องถิ่นชาวลำพูนได้ฉวยโอกาสและหาจังหวะก่อความไม่สงบ แข็งข้อต่อพม่าอยู่หลายครั้งจนฝ่ายพม่าเริ่มเสื่อมอำนาจลง พระเจ้ากาวิละ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ สมัยเป็นพญากาวิละ ผู้นำท้องถิ่นคนหนึ่งของลำพูน ได้รวบรวมผู้คนจากหัวเมืองต่างๆ ทางตอนบนถึง ๑๑ ครั้ง มาอยู่ในเมืองลำพูน เพื่อต่อสู้กับพม่าผู้รุกรานที่ยึดครองเมืองเชียงใหม่อยู่ จนสามารถขับไล่พม่าไปได้สำเร็จ แล้วนำไพร่พลไปอยู่เมืองเชียงใหม่ ทำให้ลำพูนมีผู้คนน้อยลงมาก

พระเจ้ากาวิละมีความต้องการให้เมืองเชียงใหม่มีความมั่นคงยิ่งขึ้น จึงเริ่มมีความพยายามกวาดต้อนผู้คนมาตั้งแต่ พุทธศักราช ๒๓๒๕ ต้องการรวบรวมกำลังคนให้เป็นปึกแผ่น หรือที่เรียกว่า "ยุคเก็บผักใส่ซ้า เก็บข้าใส่เมือง" จึงได้เกิดสงครามการกวาดต้อนผู้คนจากเมืองอื่น ทางตอนเหนือมาอยู่ลำพูน ซึ่งรวมถึงเมืองยองหลายบ้านหลายเมือง ในแคว้นสิบสองปันนาด้วยการย้ายถิ่นฐานการอพยพและการถูกกวาดต้อนที่เกิดขึ้นกับผู้คนจากเมืองยองเป็นจำนวนมากมีจำนวนเป็นหมื่นและบ่อยครั้งในสมัยนั้น ได้พบอุปสรรคในการเดินทางหลายอย่าง ต้องเดินทางผ่านป่าเขาและแม่น้ำตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางเป็นไปโดยความลำบากและต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางยาวนานจึงสันนิษฐานได้ว่า อาจมีการแอบลักลอบหนีในระหว่างการเดินทาง จนเป็นสาเหตุให้คนยองบางส่วนได้หยุดตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเส้นทางการอพยพ ซึ่งบ้านถิ่นถือว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ที่ชาวยองแอบหนีการกวาดต้อนมาหยุดตั้งถิ่นฐานแห่งนี้

จากประวัติวัดทั่วประเทศบันทึกไว้ว่า วัดถิ่นในตั้งขึ้นเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม พุทธศักราช ๒๓๓๒ จากเดิมที่มีไม่กี่ครอบครัว ก็เริ่มขยายออกเป็นจำนวนครัวเรือนที่มากขึ้นตามลำดับ กลายเป็นหมู่บ้านหลายหมู่บ้านขึ้นมา พร้อมทั้งเรียกตัวเองว่า เป็นคนบ้านถิ่น ตามสถานที่ที่เคยอยู่ที่เมืองยองแคว้นสิบสองปันนา ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของพ่อกำนันแก้ว ธรรมสรางกูร ว่า ชาวไตลื้อบ้านถิ่น เดิมเป็นชาวลื้อเมืองยองแคว้นสิบสองปันนา เขตเชียงตุง (สมัยนั้นเชียงตุงอยู่ในเขตแคว้นสิบสองปันนา) เมืองยองอยู่ทางทิศตะวันออกของเชียงตุง สำหรับสาเหตุการอพยพ จำนวนผู้อพยพและอพยพมาในปี พ.ศ.ใดนั้นไม่มีหลักฐานปรากฏแน่ชัด แต่สันนิษฐานว่าคนสมัยก่อนนั้นอาจเกิดสงคราม มีการกวาดต้อนเชลยศึกมาเป็นข้ารับใช้ในบ้านเมืองของตนเองจากคำบอกเล่าของพ่อแก้วที่อ้างถึงการเล่าขานต่อกันมาจากพ่อกำนันตาล ธุรกิจ พ่อผู้ใหญ่จันดี ถิ่นสอน และพ่ออาจารย์มี ธุรกิจ เล่าให้ฟังว่า คราวที่ถูกเกณฑ์ไปรบเชียงตุงในสงครามอินโดจีน ได้ไปพักอาศัยอยู่ในเมืองยอง มีบ้านอยู่บ้านหนึ่งชื่อว่า "บ้านถิน" (ไม่มีไม้เอก) บ้านถินนั้นเขามีขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ เหมือนกับบ้านถิ่น สมัยก่อนที่ผู้หญิ่งนุ่งซิ่นแหล้ (หัวซิ่นสีขาว) มีผ้าขาวโพกหัว ผู้ชายนุ่งผ้าต้อยบ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็มี “แป้นต้อง” เป็นเขตหวงห้ามของการถือผีบ้านผีเรือนในเรือนที่อยู่ของตน พ่ออาจารย์มี ธุรกิจ ได้ชักชวนชาวบ้านถิน ชื่อไอ้แปง ให้ติดตามกลับมาด้วย ไอ้แปงใช้ภาษาพูดของเขาเป็นแบบดั้งเดิม เช่น คนบ้านถิ่นเรียก "วัว" ว่า "โง" แต่ไอ้แปงเรียกเพี้ยนว่า "โง่"

จากคำบอกเล่าของ พ่ออาจารย์สะอาด ถิ่นทิพย์ ได้บันทึกไว้ว่า คนยองบ้านถิ่นได้อพยพมาจากเมืองลำพูน ป่าซาง(ลื้อเมืองยอง) ในสมัยที่เกิดมีข้าศึกรุกรานเมืองเชียงใหม่และลำพูนเป็นเมืองอยู่ในอาณาเขต เดียวกับเมืองเชียงใหม่จึงถูกรุกรานไปด้วยชนเผ่าลื้อยองเป็นชนที่รักความสงบ ไม่ชอบมีเรื่องราวยุ่งกับใคร จึงเกิดมีคนในเผ่าบางส่วนประมาณ ๓๐- ๕๐ คน ได้รวมกันอพยพหนีการรุกรานมาทางเมืองโกศัย (แพร่) มาพบสถานที่ ที่อุดมสมบูรณ์บริเวณบ้านถิ่นปัจจุบัน จึงตั้งรกรากประกอบอาชีพ ทำมาหากิน อยู่อย่างสงบจนมีประชากรเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ เมื่อมีคนหมู่มากเกิดขึ้น จึงเกิดมีปัญหาตามมามากมายหลายอย่าง ต้องมีหัวหน้าเป็นผู้ตัดสินชี้ขาดเพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข ชาวบ้านได้ขยายอาณาเขตการทำมาหากินและที่อยู่อาศัยกว้างขวางมากขึ้น จึงแยกการปกครองออกเป็นแคว่น ๆเช่น แคว่นบ้านเหล่าเหนือ แคว่นบ้านเหล่าใต้ แคว่นบ้านเหล่ากลาง แคว่นบ้านใน แต่ละแคว่นมีหัวหน้าคอยดูแลแคว่นของตนเองเรียกว่า "หลักบ้าน" (ผู้ใหญ่) และถ้าแคว่นใด มีประชากรหนาแน่นก็ตั้งให้หัวหน้าแคว่นใหญ่ ซึ่งเลือกจากคนสูงอายุ และเป็นที่เคารพนับถือของทุกแคว่น เป็น "ปู่แคว่น" (กำนัน) สมัยก่อน การเลือกกำนันผู้ใหญ่บ้านเป็นประชาธิปไตย ชาวบ้านคัดเลือกกันเองไม่มีคนอาสา ไม่มีการสมัครกันล่วงหน้า ไม่มีใครอยากเป็นหลัก เป็นแคว่น เพราะเมื่อเป็นแล้ว "มีคนรักเท่าผืนหนัง มีคนชังเท่าผืนเสื่อ" แรกเริ่มเดิมทีนั้น บ้านถิ่นมีเพียงหมู่บ้านเดียวคือทั้งหมดคือหมู่ที่ ๑ ต่อมามีประชากรมากขึ้น ก็เพิ่มขึ้นเป็นหลายหมู่บ้านเป็นหมู่ ๒ หมู่ ๓ หมู่ ๔ หมู่ ๕ หมู่ ๖ หมู่ ๗ และหมู่ ๘ ตามลำดับ (หมู่ ๔- ๖ -๑๐) เรียกว่าบ้านโป่งศรีเป็นไทล้านนา

 

 

1. สภาพสังคม

ราษฎรชาวไทลื้อบ้านถิ่น ดั้งเดิมนั้นสันนิษฐานว่าได้อพยพมาจากบ้านถิ่น ในแคว้นสิบสองปันนาซึ่งอยู่ในจีนแผ่นดินใหญ่ปัจจุบันบ้านถิ่น จึงเป็นบ้านของคนไทลื้อที่มีภาษาพูดอันไพเราะ เป็นตัวของตัวเอง มีเครื่องแต่งกายเป็นเอกลักษณ์ ไม่เหมือนใคร มีคนนำไปเลียน แบบ มีลีลาการฟ้อนรำ มีฝีมือทางด้านหัตถกรรมทอผ้า และการประดิษฐ์สิ่งของเครื่องใช้ที่สวยงาม นี่คือประเพณีและวัฒนธรรมดั้งเดิม ของชาวไทลื้อ

คนไทลื้อมีวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตคล้ายกันจะอาศัยอยู่เป็นบ้านเป็นเมืองใกล้เคียงกันตั้งแต่มณฑลยู นนานของจีนมาจนถึงรัฐฉาน ของพม่าในปัจจุบัน) การย้ายถิ่นฐาน การอพยพ และการถูกกวาดต้อนที่เกิดขึ้นกับผู้คนจากสิบสองปันนาเป็นจำนวนมากมีจำนวน เป็นหมื่น และบ่อยครั้ง ในสมัยนั้น ได้พบอุปสรรคในการเดินทางหลายอย่าง ต้องเดินทางผ่านป่าเขา และแม่น้ำตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บ การเดินทางจึงเป็นไปโดยความลำบาก และต้องใช้ระยะเวลาในการเดินทางยาวนาน จึงสันนิษฐานได้ว่าอาจมีการแอบลักลอบหนีในระหว่าง การเดินทาง เป็นสาเหตุให้คนที่ถูกต้อนมาบางส่วนได้หยุดตั้งถิ่นฐานอยู่ตามเส้นทางการอพยพ ซึ่งบ้านถิ่นถือว่าเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่ ชาวไทลื้อบ้านถิ่นแอบหนีการกวาดต้อนมาหยุดตั้งถิ่นฐาน จากประวัติวัดทั่วประเทศบันทึกไว้ว่า วัดถิ่นในตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 13 มกราคม พุทธศักราช 2332 จากเดิมที่มีกันไม่กี่ครอบครัวก็เริ่มขยายออกเป็นจำนวนครัวเรือนที่มากขึ้นตามลำดับ กลายเป็นหมู่บ้านหลายหมู่บ้าน ขึ้นมาพร้อมทั้งเรียกตัวเองว่าเป็นคนบ้านถิ่น ตามสถานที่ที่เคยอยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง แคว้นสิบสองปันนา ซึ่งสอดคล้องกับคำบอกเล่าของ พ่อกำนันแก้ว ธรรมสรางกูร ที่บอกว่า ชาวไทลื้อบ้านถิ่น ดั้งเดิมเป็นชาวลื้อ แคว้นสิบสองปันนา จะอพยพมากันเท่าไร? เมื่อใด? ด้วยเหตุใด? นั้นไม่ทราบ คนสมัยก่อนนั้นคงจะรบรากันแล้วกวาดต้อนเชลยศึกมาเป็นข้ารับใช้ ในบ้านเมือง ของตนเองก็ได้ พ่อแก้วบอกว่า ได้ฟังมาจาก พ่อกำนันตาล ธุรกิจ พ่อผู้ใหญ่จันดี ถิ่นสอน และพ่ออาจารย์มี ธุรกิจ เล่าให้ฟังว่า คราวที่ถูกเกณฑ์ไปรบเชียงตุงในสงครามอินโดจีน ได้ไป พักอาศัยอยู่ในเมืองยองมีบ้านอยู่บ้านหนึ่งชื่อว่า “บ้านถิน” (ไม่มีไม้เอก) บ้านถินนั้นเขามีขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ เหมือนกันกับบ้านถิ่น ของเรา ในสมัยก่อนที่ผู้หญิงนุ่งซิ่นแหล้ (หัวซิ่นสีขาว) มีผ้าขาวโพกหัว ผู้ชายนุ่งผ้าต้อย บ้านเรือนที่อยู่อาศัยก็มี “แป้นต้อง” อยู่ท่ามกลาง ระหว่าง เป็นเขตหวงห้ามของการถือผีบ้านผีเรือนในเรือนที่อยู่ของตน พ่ออาจารย์มี ยังเอาติดตามมาอยู่ด้วยคนหนึ่ง ชื่อ ไอ้แปง ภาษาพูด ของเขาเป็นแบบดั้งเดิม เช่น คนบ้านถิ่น เรียก “วัว” ว่า “โง” แต่ไอ้แปงเรียกเพี้ยนว่า “โง่”

จากคำบอกเล่า ของ พ่ออาจารย์สะอาด ถิ่นทิพย์ ได้บันทึกไว้ว่า คนยองบ้านถิ่นได้อพยพมาจากเมืองลำพูน ป่าซาง (เผ่าลื้อเมืองยอง) ในสมัยที่เกิดมีข้าศึกรุกรานเมืองเชียงใหม่ และเมืองลำพูนเป็นเมืองอยู่ในอาณาเขตเดียวกับเชียงใหม่จึงถูกรุกรานไปด้วย ชนเผ่าลื้อยองเป็น ชนที่รักความสงบ ไม่ชอบมีเรื่องราวยุ่งกับใคร จึงเกิดมีคนในเผ่าบางส่วนประมาณ 30 - 50 คน ได้รวมกันอพยพหนีการรุกรานมาทางเมือง โกศัย(แพร่) มาพบสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์บริเวณบ้านถิ่นปัจจุบันจึงตั้งรกรากประกอบอาชีพ ทำมาหากิน อยู่อย่างสงบ จนมีประชากรมากขึ้นตามลำดับ

 

 

2. การศึกษา

เทศบาลตำบลบ้านถิ่น มีสถานศึกษาอยู่ 6 แห่ง ดังนี้

  1. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านถิ่น หมู่ที่ 1
  2. ศูนย์อบรมเด็กก่อนเกณฑ์ในวัด (วัดถิ่นนอก) หมู่ที่ 2
  3. ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กบ้านโป่งศรี หมู่ที่ 6
  4. โรงเรียนบ้านโป่งศรี หมู่ที่ 10
  5. โรงเรียนบ้านถิ่น (ถิ่นวิทยาคาร) หมู่ที่ 1
  6. โรงเรียนถิ่นโอภาสวิทยา หมู่ที่ 11
 

 

3. การศาสนาและวัฒนธรรม

ประชาชนในเขตเทศบาลตำบลบ้านถิ่นส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ เทศบาลตำบลบ้านถิ่น สนับสนุนการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับวัน สำคัญทางศาสนา และขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ประเพณีที่สำคัญ เช่นประเพณีสรงน้ำพระบูรพาจารย์ งานนมัสการพระบรมธาตุ ถิ่นแถนหลวง โดย มีวัดจำนวน 4 แห่ง ได้แก่

  1. วัดถิ่นใน หมู่ที่ 1
  2. วัดถิ่นนอก หมู่ที่ 2
  3. วัดโป่งศรี หมู่ที่ 6
  4. วัดพระธาตุถิ่นแถนหลวง หมู่ที่ 3
 

 

4.การสาธารณสุข

  • สถานีอนามัยประจำตำบล 1 แห่ง ได้แก่ สถานีอนามัยตำบลบ้านถิ่น
  • อัตราการมีและใช้ส้วมน้ำราด ร้อยละ 100
 

 

5. ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

  • ป้อมตำรวจ /ตู้แดงสายตรวจตำรวจ
  • สมาชิกตำรวจบ้าน
  • อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.)

 

เสริมสร้างความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การใช้ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลรักษาแหล่งชุมชนเน้นสุขภาพผู้สูงอายุ แนะนำการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน สภาพแวดล้อม สิ่งอานวยความสะดวก

ติดต่อเรา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
เลขที่ 17 หมู่ที่ 3 ต.แม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่ 54140
โทร: 0 5464 8593-5
Fax: 0 5464 8374 , 0 5464 8596

จำนวนผู้เข้าชม

0

ผู้เยี่ยมชมวันนี้

0

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด