ประวัติศาสตร์การท่องเที่ยวบ้านปิน การจัดการความรู้การพัฒนาชุมชนต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผู้สูงอายุ

การจัดการความรู้การพัฒนาชุมชนต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผู้สูงอายุจังหวัดแพร่

บ้านปิน  บ้านตำบลบ้านปิน อำเภอลอง จังหวัดแพร่

พิกัด [ละติจูด 18.102371 ] [ลองจิจูด 99.869657]

 

 

1.ข้อมูลพื้นฐานแหล่งท่องเที่ยว

1.1 สถานการณ์ผู้สูงอายุ คือ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไปโรงเรียนผู้สูงอายุ (ทุกวันพฤหัสบดีของทุกเดือน) สถานที่ตั้งอยู่ที่โรงเรียนบ้านปินในปัจจุบันและยังเป็นสถานที่ผ่อนคลาย

  • อายุของผู้สูงอายุส่วนใหญ่อายุสูงที่สุดอยู่ในช่วง 60 – 92 ปี
  • กิจกรรมที่ผู้สูงอายุทำร่วมกัน ทำดอกไม้จัน ทำบายศรี ทำกระสวยกรวย
  • ทำบายศรี

ผลที่ได้รับ

  1. ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถ้าแข็งแรงก็จะหาเวลาว่างทำสวนภายในบ้านตัวเอง
  2. มีการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันยามทุกข์ยามสุข
  3. ผู้สูงอายุส่วนมากมีอารมณ์ดีไม่เครียด
 

 

1.2 ประวัติศาสตร์

"บ้านปิน" ก่อตังขึ้นในสมัยใดไมปรากฏหลักฐาน  จากตำนานที่ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่าเมื่อครั้งในสมัยพุทธกาลนั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเมื่อพระองค์สำเร็จพระอรหันต์ (ตรัสรู้) แล้วพระองค์พร้อมด้วยพระอรหันต์  จำนวน 500 รูป ไต้เสด็จมาที่เขาดอยน้อย (วัดพระธาตุดอยน้อยในปัจจุบัน) ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศเหนือของบ้านปิน ประมาณ 1 เมตรได้แสดงพระธรรมเทศนาโปรดราษฎรและมีหญิงหม้ายคนหนึ่งเกิดความเลื่อมใสศรัทธาขึ้นจึงได้ถอดปิ่นทองซึ่งปักที่มวยผมถวายแด่พระพุทธองค์เพื่อเป็นพุทธบูชาพระองค์ได้ทรงรับไว้และได้มีพุทธทำนายว่าในอนาคตกาลบริเวณนี้จะเกิดเป็นบ้านเมืองรอบไทแห่งนี้และมีความเจริญรุ่งเรืองมีความเลื่อมใสในพุทธศาสนาและมีชื่อว่า "บ้านปิน"  ซึ่งต่อมาได้เรียกเป็นบ้านปินจนถึงปัจจุบัน

หมู่บ้านปิน ชุมชนเล็กๆซ่อนตัวอยู่ในวงล้อมของเทือกเขาผีปันน้ำทางภาคเหนือและเป็นตำบลที่อยู่ภายใต้การปกครองของเมืองแพร่สถานที่แห่งนี้เป็นเหมือนเมืองลับแล ซ่อนเรื่องราวประวัติศาสตร์ 100 ปีที่ถูกลืมเลือนแต่เป็นประวัติศาสตร์ที่สำคัญต่อการดำรงอยู่ของชาติไทยความสำคัญของปะวัติศาสตร์บ้านปินช่วง 100 ปี ที่ผ่านมาริมต้นขึ้นเมื่อมีการสร้างทางรถไฟสายเหนือพาดผ่านทำให้เกิดย่านการค้ารอบๆ"สถานีบ้านปิน"ซึ่งกลายเป็นเหมือนอนุสรณ์สถานแห่งพระปรีชาของ  พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 บ้านปิน จึงเป็นชุมชนที่ถูกยกระดับความสำคัญอันเป็นผลพวงจากกลยุทธ์ต่อต้านประเทศนักลาอาณานิคมในยุคนั้นทีต้องการพื้นที่ทางภาคเหนือให้ตกอยู่ภายใต้การปกครองหลังจากประเทศสหภาพเมียนม่าสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวและประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆล้วนตกเป็นอาถานิคมไปจนหมดแล้วนับเป็นเรื่องอัศจรรย์ที่การต่อสู้องพระองค์ไม่จำเป็นต้องใช้กระสุนแม้แต่นัดเดียว แต่สามารถนำพาชาติไทยพ้นภัยและยังก่อให้เกิดการพัฒนาด้านต่างๆอยางมากมายในภาคเหนือก่อนทน้ำเรื่องราว 100 ปีแหงการต่อสู้จะเริ่มต้นขึ้นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของบ้านปินและชุมชนโดยรอบที่เรียกว่า"อำเภอลอง"มีอายุมากกว่า 1300 ปี เป็นเมืองที่มีประวัติโลดโผนในฐานะเป็นหน้าด่านของอาณาจักรล้านนาในนาม"เวียงเชียงจือ" เป็นเมืองของนำการศาสนาในยุคจารีตโบราณจนได้อีกชื่อว่า “เมือง 5 พระธาตุ”  และถูกตราหน้าเป็นเมืองช่องสุมอาวุธของกลุ่มที่บังอาจลุกขึ้นสู้กับอาณาจักรสยามจนเป็นรับรู้ในหน้าประวัติศาสตร์การต่อต้านเรียกว่า "กบฏเงี้ยว" อีกทั้งยังเป็นแหล่งทรัพยากรที่อุดมด้วยป่า ไม้สัก แร่ตะกั่ว เหล็ก ทองคำ ทองแดง ฯลฯ นอกจากนั้นยังเป็นเมืองปลอดภาษีทำให้ดึงดูดคนหลากพื้นที่เข้ามาทำมาหากินประวัติศาสตร์อันโลดโผนทีโอบล้อมสถานีบ้านปินเต็มไปด้วยเรื่องราวการแหกกฎเป็นเมืองของนักรบนักปราชญ์เสรีชนและนักเสียงโชคเมือผนวกกับเรื่องราวการต่อสู้เพี่อเอกราชของประเทศไทยของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 ก็ทำให้สถานที่แทงนี้โดดเด่นเหมือนเพชรยอดมงกุฎด้วยรูปแบบสถาปัตยกรรมและประวัติศาสตร์

โดดเด่นด้วยประวัติศาสตร์

สถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยเรื่องราวการต่อสู้ทีเข้มข้นและความเจ็บปวดล้วนแฝงไปด้วยการคิดเชิงกลยุทธ์เพื่อพาชาติพ้นภัยย้อนอดีตมือคงยุคลาอาณานิคมพระพุทธเจ้าหลวงทรงเล็งเห็นว่าภัยพิบัติกำลังเกิดขึ้นแกประเทศชาติโดยเฉพาะทางภาคเหนือซึ่งประเทศมหาอำนาจในสมัยนั้นโดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศสต่างต้องการครอบครองป่าไม้สักและทรัพยากรต่างๆที่มีปริมาณมหาศาลพระองค์ได้เสด็จฯประพาสยุโรปโดยเน้นไปที่การเยือนประเทศ เยอรมนีซึ่งได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งมหาอำนาจและทรงน้ำวิศวกรชาวเยอรมันเข้ามาสร้างทางรถไฟสายเหนือนอกจากเพื่อพัฒนาการคมนาคมแล้วยังมีวัตถุประสงค์สำคัญยิงกว่าก็คือ"คานอำนาจประเทศยักใหญ่เหล่านั้นนี่คือประวัติศาสตร์การต่อสู้ที่ซ่อนอยู่สถานีรถไฟบ้านปินแนวภูเขาทอดตัวราวกำแพงสูงล้อมรอบขมชนเก่าแก่ห่มด้วยละอองเวลากว่า 100 ปีที่แผ่คลุมเหมือนผืนหมอกตัวอาคารเก่าแก่ยังยืนหยัดอย่างห้าวหาญราวกับนักรบผู้กำลังเล่าขานเรื่องราวสงครามอันดุเดือดเพื่อส่งผ่านความกล้าและสติปัญญาสู่ชนชาติไทย รุ่นแล้ว....รุ่นเล่า... สถานีบ้านปิน จึงเป็นเหมือนอนุสรณ์สถานที่นอกจากจะมีความสง่างามแล้วยังแฝงด้วยประวัติศาสตร์การต่อด้วยวิธีคิดอันล้ำลึกโดยมีประเทศชาติเป็นเดิมพันอัพยานประจักษ์ชัดถึงพระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพรจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมหาราชอันเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทย

พ.ศ. 2517

ฝูงช้างเดินฝ่าม่านฝุ่นที่ลอยอยู่เหมือนหมอกหนาจนมองแทบไม่เห็นขบวนรถไฟที่ห่างออกไปเกือบร้อยเมตรพวกมันเดินเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบด้วยอำนาจตะขอของควาญผู้นั่งบัญชาการอยู่บนคอขนาดยักษ์ขบวนช้างเดินมุ่งหน้าไปยังรถบรรทุกซุงที่วิ่งเข้ามาจอดเทียบปางไม้พวกมันเดินผ่านกองขอนไม้สักทองที่ซ้อนสูงจนเกือบถึงยอดต้นจามจุรีรอขนขึ้นรถไฟล่องกรเทพสู่โรงงานแปรรูปและสุดท้ายส่งออกต่างประเทศสู่แดนไกล

รอกโซ่ขนาดใหญ่วิ่งไปมาบนคานเหล็กโครงสะพานเชื่อมระหว่างกองไม้และขบวนรถไฟบรรทุกสินค้าเพื่อยกซุงขนาดมหึมาที่มาลำเลียงไปวางซ้อนบนฐานโบกี้เสียงหัวหน้าคนงานตะโกนสั่งลูกน้องวางไม้ให้ถูกตำแหน่งดังตลอดเวลาเมือจัดกองไม้จนมั่นคงแล้วก็ใช้โซ่รัดไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนแต่ด้วยความมหึมาของไม้สักยักษ์จึงบรรทุกได้เพียง 4 ท่อนต่อหนึ่งฐานล้อทานั้นไม้สักคุณภาพดีจากเมืองเหนือเป็นทีต้องการของตลาดให้โลกการขนส่งด้วยรถไฟเป็นวิธีการที่รวดเร็วยิงทำการล่องเป็นแพไม้ไปตามลำน้ำยมแต่ปลายทางของมันได้สิ้นสุดที่กรุงเทพฯมันไปไกลถึงญี่ปุ่นประเทศที่เข้ามาขอสัมปทานไม้สักคุณภาพดีที่สุดของโลก

ชานชาลาสถานีบ้านปินคลาคล่ำไปด้วยนักเดินทางและนักค้าจำนวนมากที่เดินแบกถาดไปมาระหว่างทางเดินโบกี้รถไฟคือแม่ค้าขายเมี่ยงยาแก้งวงไตลาห่อด้วยใบมะพร้าวร้อยเป็นพวงสินค้ายอดนิยมอันดับหนึ่งประจำสถานีบ้านปิน นอกจากนี้ยังมี  ข้าวหลาม ไก่ย่างข้าวเหนียว กลิ่นหอมของมันทำให้เด็กน้อยที่นั่งบนตักแม่ร้องไท้จนต้องเสียตังค์จ่ายไปไม้ละบาทจึงทำให้คนทั้งโบกี้รถไฟโล่งใจทีความสงบกลับคืนมาอีกครั้งเสียงหวีดดังเตือนประชาชนถี่ขึ้นสัมภาระห่อใหญ่กองอยู่กับพื้นหลายสิบชิ้นจากที่เคยถูกเด็กขนของยกขึ้นอย่างอ้อยอิงปกลับกลายเป็นโยนไปอย่างเร่งรีบสร้างความหัวเสียให้กับผู้เป็นเจ้าของจนต้องด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายตู้สินค้ำที่สองสามสีอัดแน่นไปด้วยข้าวสารและยาสูบเพื่อใส่ไปทำกำไรที่เมืองหลวงโบกี้ที่ห้าหกเจ็ดแปดมีฝูงชนที่เป็นญาติมิตรไอผู้โดยสารยื่นรอตรงทางขึ้นพวกเขายกขบวนมาจากหมู่บ้านห่างกลเพื่อส่งลูกหลานไปทำงานกรุเทพเสียงร่าลาผสมร่ำไห้ดังระงมราวกับไม่ได้พบกันอีก

เสียงฉึกฉักดังถีขึ้น  ผสมเสียงหวีดดังวิ่งไกลออกไปจนลับแนวเขาทิ้งไว้แต่ความชุลมุนกับการจัดการสินค้าที่รอขนส่งวันต่อไปมันเป็นเช่นนี้ต่อเนื่องมาเป็นเวลา 60 ปีแล้วตั้งแต่สถานีบ้านปินสร้างเสร็จในราวปี 2457 ห้องแถวไม้หลังสุดท้ายของย่านการค้าที่อยู่ใกล้สถานีรถไฟขึ้นป้ายร้านขายมียง"เขียนเป็นอักษรไทยสีแดงด้วยพูกันแบหยาบแตกต่างจากป้ายร้านค้าอื่นๆในย่านที่เขียนเป็นตัวอักษรจีนคู่กับภาษาไทยอย่างประณีตมันเป็นหนึ่งในแถวอาคารไม้ที่วางตัวขานกับถนนไปสถานีรถไฟหน้าร้านปิดสนิทตลอดกลางวันฝาบานเฟี้ยมเปิดแง้มไว้เผือมีคนมาเจรจาการค้าเบื้องหน้าการขายเมี่ยงแต่ภายในเข่งดียงทีวางเรียงบนพื้นซีเมนต์ใน

เต็มไปด้วยแร่พลวงและวุลแฟรมแร่เหล่านี้ถูกหัวขโมยแอบเอามาขายในตลาดมืดรอลำเลียงส่งไปทางใต้ถ้าซื้อขายกันหน้าตลาดในเหมืองดอยจุ้มกิโลไม่ถึงสิบบาทแต่ถ้าไปถึงปลายทางราคาจะสูงถึงกิโลกรัมละ 200 บาทฟ้าริมมืดแล้วรถบรรทุกหกล้อวิงมาเทียบหน้าร้านขายเมียงแสงตะเกียงสลักยกลบเกลื่อนบนหน้าเคร่งเครียดของเจ้าของร้านคนขับรถและเด็กยกของพวกเขาช่วยกันขนส่งขึ้นรถอย่างเร่งรีบทันใดนั้นไม้ไผ่ที่กำลังถูกยกขึ้นท้ายรถรับน้ำหนักแร่ที่ซ่อนอยู่ไม่ไหววุลแฟรมก้อนเขืองร่วงทะลุหล่นลงมาทับเท้าเด็กหนุ่มจนร้องลันด้วยความเจ็บปวดใบหน้าคนให้สามต่างซีดเผือดสะท้อนแสงไฟเพราะกลุ่มชายฉกรรจ์คนดูแลเหมืองที่นั่งล้อมวงกินเหล้าในตลาดห่างไป 100 เมตรวิงมาดูเมือเห็นสิ่งทีกองอยู่กับพื้นบัดนี้ไม่มีใครสนใจเท้าโชกเลือดลูกน้องเจ้าของเหมืองแร่จากปักษ์ใต้ชักปืนที่เหน็บอยู่ข้างเอวออกมาทันทีแล้วเล็งไปที่หัวของคนทังสามนักค้าแร่ผิดกฎหมาย ร้องขอชีวิตก่อนโดนล็อคคอขึ้นรถบรรทุกขับมุงหน้าไปยังเหมืองแร่บนดอยจุ้มมันเป็นหนึ่งในดงดอยของเทือกเขาผีปันน้ำพวกเขาคงไม่มีโอกาสกลับลงมาอกแล้วเปรี้ยงๆ ๆ ๆ!เสียงปืนดังสะท้านไปทั้งสี่แยกทางเข้าวัดสะแลงตามด้วยเสียงร้องโอดโอยผสมค่ำด่าทอกันไปมาระหว่างสองฝ่ายโดยมีร่างหนึ่งที่ร่วงจากหลังรถกระบะลงไปนอนแน่นิงริมถนนเลือดไหลนองท่วมกองฝุ่นหนาจนกลายเป็นแอ่งโคลนสภาพผู้บาดเจ็บยิงกระตุ้นให้ฝ่ายที่ถูกยิงโกรธแค้นก่อนจะตะโกนให้เพื่อนขับรถไปตามพรรคพวกมาชวยกันยิงสู้มันเป็นการดวนปีนระหว่างเจ้าถิ่นแดนเหนือและผู้มาใหม่แดนใต้อย่างดุเดือดกลายเป็นตำนานเลาขานจนถึงปัจจุบัน

บริบทหมู่บ้านปิน

อาณาเขตติดต่อ

  • ทิศเหนือ ติดกับ ต.เวียงต้า อ.ลอง จ.แพร่
  • ทิศใต้ ติดกับ ต.แม่ปาน อ.ลอง จ.แพร่
  • ทิศตะวันออก ติดกับ ต.ต้าผามอก อ.ลอง จ.แพร่
  • ทิศตะวันตก ติดกับ ต.ห้วยอ้อ อ.ลอง จ.แพร่

ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ตำบลบ้านปิน มีพื้นที่เป็นที่ราบสลับภูเขา สภาพอากาศร้อนอบอ้าวตลอดทั้งปี ฤดูร้อนอากาศร้อนจัด และ หนาวจัดในฤดูหนาว ลักษณะภูมิอากาศแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ

  • ฤดูร้อน เริ่มประมาณต้นเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม
  • ฤดูฝน เริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคม – เดือนพฤศจิกายน
  • ฤดูหนาว เริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์
 

 

1.3 สภาพโดยทั่วไปของแหล่งท่องเที่ยว (ชุมชน)

จุดเด่นของบ้านปินของย่านการค้าโบราณ 100 ปี สถานีรถไฟบ้านปิน อ.ลอง คือมีอาคารไม้ทาสีสดใสหลายหลัง และทำอย่างนี้มานานหลายสิบปีแล้ว นับว่าเป็นเสน่ห์ของบ้านปินที่แตกต่างจากบ้านไม้โบราณที่อื่น เหตุที่ทาสีเพราะในยุคแรกที่สีทาบ้านเข้ามาถึงคือสถานีรถไฟและย่านตลาดใกล้เคียงจึงได้ใช้สีก่อนที่อื่น เมื่อเป็นที่นิยมมากขึ้นจึงมีการทาสีอาคารไม้เกือบทั้งแถบ โดยแยกประเภทกลุ่มอาคารย่านการค้าโบราณบ้านปินเป็น 3 รูปแบบ 1. อาคารไม้เก่าไม่ทาสี อายุประมาณ 80-100 ปี 2. อาคารไม้ทาสีอายุ 30-50 ปี 3. อาคารปูน อายุ 10-30 ปี ตามสมัยนิยม

การท่องเที่ยวของบ้านปิน

เมื่อเมืองแพร่ไม่ใช่แค่ทางผ่านอีกต่อไป นักท่องเที่ยวที่ชอบความเรียบง่าย slow life หรือสไตล์ Hipster ก็มาเที่ยวเมืองแพร่มากขึ้น แต่ จ.แพร่ไม่ได้มีดีแค่ใน อ.เมือง เท่านั้น มีอีกอีกหนึ่งเมืองเก่า ตามรอยที่มาคำว่า "เมืองแพร่แห่ระเบิด"  ชื่นชมศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่คนในท้องถิ่นช่วยกันหวงแหนรักษาให้คนรุ่นต่อไป ที่อำเภอลอง จ.แพร่

สถานีรถไฟที่มีสถาปัตยกรรมแบบเฟรมเฮาส์ สไตล์บาวาเรียนของเยอรมันที่สร้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 สถานีรถไฟบ้านปินจึงเป็นอีกหนึ่ง check point ที่นักท่องเที่ยวชอบมาถ่ายรูปกัน ทำบุญใหญ่ "ตานก๋วยสลาก" หรือประเพณีสลากภัตรของชาวล้านนาที่ยังรักษาสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน และขอเป็นเจ้าบ้านพาคนกรุงเที่ยวเมืองเล็กๆ ที่จะทำให้คุณหลงรักแล้วอยากกลับมาอีก

เริ่มต้นที่แรกเลยก็ต้องไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมือง ที่ชาวเมืองลองเคารพศรัทธา "พระธาตุศรีดอนคำ" ที่วัดศรีดอนคำหรือวัดห้วยอ้อ พระธาตุศรีดอนคำบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า ก่อสร้างเมื่อครั้งที่พระนางจามเทวีเสด็จจากเมืองละโว้ล่องลำน้ำมาเพื่อจะขึ้นไปครองเมืองหริภุญชัย จ.ลำพูน แต่แทนที่จะตามลำน้ำปิงขึ้นไปกลับมาทางแยกขึ้นตามลำน้ำยมหลงมาขึ้นบกที่บ้านปากลอง จากการที่พระนางจามเทวีทรงตรัสว่า "ลองขึ้นไปก่อนเถอะ" คำว่า "ลอง" ที่พระนางจามเทวีทรงตรัสขึ้นมานั้นจึงถูกนำมาเรียกชื่อเมืองใหม่ว่า "เมืองลอง" จึงเป็นที่มาของเมืองลองมาจนถึงปัจจุบัน พระนางจามเทวีจึงเป็นอีกหนึ่งที่คนเมืองลองเคารพศรัทธา มีอนุสาวรีย์ให้กราบไหว้บูชา ออกจากพิพิธภัณฑ์ก็จะมีหอไตร สถาปัตยกรรมล้านนา ที่เป็นแหล่งรวบรวมตำนาน พระพุทธรูปเก่าแก่ ตลอดจนคัมภีร์ต่างๆ และที่ขาดไม่ได้คือต้องมาดูระฆังลูกระเบิด ที่มาที่ไปของคำว่า "เมืองแพร่แห่ระเบิด" ที่เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จากการที่มีการทิ้งระเบิดทางรถไฟ แต่ระเบิดมันไม่ระเบิด มีชาวบ้านไปเจอเข้าจึงนำเข้ามาถวายวัด ตลอดเส้นทางที่จะมาถึงวัดก็มีชาวบ้านมาช่วยกัน ร้องเพลงแห่แหนเข้ามาถวายวัด ก็เลยเป็นคำที่คนแพร่จะต้องถูกล้อเลียนเรื่อยมา และดัดแปลงเรื่องราวให้ขำขันเข้าใจผิด ว่าคนแพร่โง่เง่าเอาระเบิดมาแห่จนโดนระเบิดตาย สมัยวัยรุ่นเวลาที่ถูกล้อเลียนแบบนี้จะรู้สึกหงุดหงิดไม่ชอบใจ แต่ไม่รู้จะไปเถียงเขายังไง จนเมื่อได้รับรู้ประวัติศาสตร์เรื่องราวจริงๆ กลับทำให้เราภูมิใจในภูมิปัญญาของคนรุ่นก่อน ที่เอาระเบิดที่ด้านมาเอาดินปืนออกแล้วทำให้เป็นระฆัง และเป็นระฆังที่เสียงใสดังกังวาล มีโอกาสมาเมืองลองต้องมาตีระฆังให้ดังระเบิดกัน ปัจจุบันระฆังระเบิดในอ.ลอง มีอยู่ทั้งหมด 3 ลูก ที่วัดศรีดอนคำแห่งนี้ ที่วัดดงลานและวัดนาตุ้ม ออกจากวัดศรีดอนคำ เราไปตามรอย เมืองแพร่แห่ระเบิดกันต่อที่ ร้านกาแฟแห่ระเบิด ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟบ้านปิน ร้านกาแฟที่ไม่ใช่แค่มีกาแฟอร่อย ยังมีเรื่องเล่า เมืองแพร่แห่ระเบิด ร่องรอยเมืองโบราณ ใครชอบงานศิลป์ ก็มีผลงานศิลปะให้เสพคู่กับกาแฟ แถมบรรยากาศร้านก็น่านั่ง ต้นไม้ร่มรื่นนั่งจิบชากาแฟเพลินๆ

ต่อกันที่พิพิธภัณฑ์โกมลผ้าโบราณ ใครเคยดูละครเรื่องรอยไหม มาตามรอยละครหาดูเสื้อผ้าที่เจ้านางน้อยใส่ได้ที่นี่ เจ้าของที่นี่คือ อ.โกมล พานิชพันธ์ บุคคลสำคัญของเมืองลอง ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการผ้าโบราณมานาน เป็นที่ปรึกษาเรื่องการแต่งกายแบบล้านนาให้กับละครหลายเรื่อง เรื่องที่เด่นๆ ก็คือ รอยไหม และเรื่องล่าสุด นาคี อาจารย์ชอบและสะสมผ้าตีนจกเก่าที่ขอบูชามาจากแม่อุ้ยไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดู เข้ามาในพิพิธภัณฑ์ ก็จะได้เห็นผ้าทอสวยๆใครชอบผ้าทอต้องมาที่นี่เลยค่ะ หากโชคดีเจออาจารย์ นอกจากพิพิธภัณฑ์ผ้าแล้ว อ.โกมล ยังใช้ร้านถ่ายรูปเก่าของพ่อมาทำเป็นพิพิธภัณฑ์ร้านถ่ายรูปฉลองศิลป์ ที่เก็บรวบรวมรูปเก่า วีถีชีวิต บุคคลสำคัญ จากฟิล์มขาวดำที่ตกทอดมาถึงท่าน และที่ประทับใจที่สุดก็คงจะเป็นภาพถ่ายในหลวง ร.๙ ของเราเมื่อครั้นเสด็จเยือนเมืองแพร่ ที่คุณฉลอง พ่อของอ.โกมล ซึ่งเป็นช่างภาพในสมัยนั้นได้มีโอกาสไปเก็บภาพความทรงจำมาให้พวกเราคนรุ่นหลังได้ดู อ.โกมลที่ห้องภาพฉลองศิลป์ ท่านก็ช่วยเล่าเรื่องที่มาที่ไปของพิพิธภัณฑ์นี้ให้ฟัง พิพิธภัณฑ์นี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงยังไม่ได้เปิดให้เข้าดูได้ทุกวัน หากสนใจจะเข้าชมติดต่อได้ที่พิพิธภัณ์โกมลผ้าโบราณนะคะ

แดดร่มลมตก เราขอพาไปต่ออีกหนึ่งวัดสำคัญของคนเมืองลอง นั่นก็คือ วัดสะแล่ง หรือวัดป่าคันธธรรมาราม จะพาขึ้นดอยไปไหว้พระเจ้าองค์หลวงบนดอยโป่งมื่น เห็นองค์ท่านอยู่บนดอยลิบๆ

วัดสะแล่ง เดิมเป็นวัดร้างตั้งแต่พุทธกาล ครูบาสมจิตท่านเป็นคนมาบูรณะตั้งแต่ปี 2506 จนเป็นวัดสำคัญของชาวเมืองลองมาจนถึงปัจจุบัน สะแล่ง มาจาก "ดอกสะแล่ง" ดอกไม้ที่ชาวเมืองนำมาถวายพระพุทธองค์เมื่อครั้งพุทธกาล ที่วัดนี้มีสถาปัตยกรรมแบบล้านนามากมาย ทั้งพระธาตุ อุโบสถ หอระฆัง สลุงหลวง – มณฑปที่ประดิษฐานพระแก้วจันทรวิทูร ภายในวัดสะแล่งยังมีจุดให้เยี่ยมชมอีกมาก แบ่งเป็นเขตพุทธาวาสเก่าและใหม่ ที่วัดสะแล่งจะมีงานประเพณีสรงน้ำพระและดำหัวครูบาสมจิตรเป็นประจำทุกปีในวันที่ 17 เมษายน ปีไหนที่ได้กลับบ้านสงกรานต์และหยุดยาวถึงวันที่ 17 เม.ย.ก็จะต้องไปให้ได้ เพราะผูกพันไปช่วยงาน ทำบุญกับพ่อมาตั้งแต่เด็ก ออกจากตัววัดเราก็จะขึ้นดอยไปไหว้พระเจ้าองค์หลวง เลาะถนนขึ้นดอยไปทางด้านหลังของวัด

หลวงพ่อพระพุทธวัฒโนภาสโลกนาถมหาศากยมุนี (พระเจ้าองค์หลวง) บนยอดดอยโป่งหมื่น ยังมีพุทธสถานอีกหลายจุด เช่น พระธาตุช้างล้อมที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาท วิหารโถง และกำลังจะสร้างพระธาตุอินแขวนจำลองไว้บนยอดเขานี้ด้วย ตรงจุดที่พระเจ้าองค์หลวงที่มีบันไดนาคยาวๆ นี้จะใช้เป็นที่จัดประเพณีตักบาตรเทโวโรหณะ หลังวันออกพรรษาทุกปี

โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรม

นับเป็นสถานีรถไฟแห่งเดียวของปะเทศไทยที่สร้างด้วยสไตล์ “เฟรมเฮ้า”แบบบาวาเรียน(Bavarian Timber Frame House) ซึ่งเป็นที่นิยมมากในแคว้นบาวาเรียนประเทศเยอรมนีซึ่งในยุคนั้น

รูปแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก     ในภาคเหนือส่วนใหญ่ถูกสร้างในสไตล์อังกฤษเพื่อแสดงอำนาจเหนือท้องถิ่นสถานีบ้านปิน จึงเป็นเหมือนสัญลักษณ์การต่อสู้ด้วยศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ทีผู้ก่อสร้างกล้านำศิลปะรูปแบบใหม่เข้ามาประกาศศักดาในอาณาจักรล้านนา  ประวัติการก่อสร้างสถานีบ้านปินมีบันทึกไว้ว่าสร้างขึ้นโดยพระราชดำริในรัชกาลที่ 5 แต่แล้วเสร็จและใช้งานในปี 2457 ในรัชสมัยของรัชกาลที6ควบคุมการก่อสร้างโดซึ่งมี  พลเอก  พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมพระกำแพงเพ็ชรอัครโยธิน เป็นผู้บัญชาการและมีนายช่างชาวเยอรมนี ชื่อ เอมิลไอเชนโฮเฟอร์  บนผู้ควบคุมการก่อสร้างนับเวลาใช้งานจนถึงปัจจุบันได้ 103 ปี

 

 

1.4 ลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม

บ้านปิ่นในอดีตได้ชื่อมาจากมีคนนำปิ่นไปถวายพระพุทธเจ้าทำให้พื้นที่นี้เรียกว่าบ้านปิ่นต่อมามีการเรียกเพี้ยนไปทำให้เป็นบ้านปินคนส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมืองอำเภอลองที่อาศัยอยู่บ้านปินและมีบางส่วนที่อพยพมาจากที่อื่นในการตั้งถิ่นฐานมีวิถีชีวิตเรียบทางรถไฟเช่นขายของและการทำการเกษตร

บ้านปิน  ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก มีผลมาจากมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีเพิ่ม มากขึ้นเช่น รถไฟบ้านปินที่มีศิลปวัฒนธรรมมากมาย และไม่ว่าจะเป็นสิ้นค้าพื้นเมืองเรื่องผ้าตีนจกที่มีความเป็นมาประวัติศาสตร์ ส่งผลให้เศรษฐกิจ ในบ้านปินดีขึ้นตามลำดับ เพราะเหตุที่นักท่องเที่ยวรู้จักบ้านปินเพิ่มมากขึ้นและมาท่องเที่ยวเพิ่มมากขึ้น

 


 

2.ข้อมูลพื้นฐานด้านความเชื่อ

2.1 เจ้าพ่อ/ผี และที่มาของความเชื่อ

ศาลพ่อเฒ่าหลวง

การสร้างตัวตนของเมืองลองผ่า "อนุสาวรีย์" ผีเมืองและเจ้าเมืองลอง "อนุสาวรีย์" ตามความหมายของภาครัฐ คือ เน้นให้เป็นสื่อของ “ความเป็นชาติไทย” เพื่อระลึกถึงคุณความดีของบุคคลผู้ทำประโยชน์ต่อประเทศชาติ ด้วยการสละกำลังกาย กำลังความคิด หรือแม้ชีวิตเพื่อปกป้องชาติไทย และต้องเป็นอนุสาวรีย์บุคคลที่รัฐบาลเห็นว่ามีความ สำคัญอย่างแท้จริง แต่ทว่า “อนุสาวรีย์” ในตามแบบของคนท้องถิ่นเมืองลองนั้น อาจหมายถึง “รูปเคารพ” บุคคลสำคัญของท้องถิ่นที่ถูกสร้างขึ้น ซึ่งสามารถสื่อสารเรื่องราวให้ผู้ที่ได้สัมผัส โดยเฉพาะเกียรติประวัติคุณงามความดีของผู้เป็นเจ้าของให้เห็นเป็นรูปธรรม ดังนั้นรูปเคารพที่ถูกสร้างขึ้นภายในอำเภอลอง โดยคนในพื้นที่และสื่อ “ความเป็นเมืองลอง” ให้แก่คนในท้องที่หรือผู้พบเห็น “รูปเคารพบุคคล” จึงจัดว่าเป็น “อนุสาวรีย์” ประเภทหนึ่งในแง่ของความหมายนี้

"เมืองลอง" มีการสร้างรูปเคารพในลักษณะแบบอนุสาวรีย์ขึ้นครั้งแรกในพ.ศ.๒๕๒๘ คือ รูปเคารพพระนางจามเทวี เพื่อตอกย้ำให้เห็นถึงความเก่าแก่ของเมืองลอง เป็นการนำเอาทุนวัฒนธรรมความเชื่อเรื่องผีบ้านผีเมืองมาสร้างขึ้นให้เป็นรูปธรรม ด้วยพระนางจามเทวีถือว่าเป็นผีสากลหรือวีรสตรีของสังคมภาคเหนือ และถูกผู้นำไทยใช้เป็นสัญลักษณ์ของการเชื่อมภาคเหนือ(ล้านนา)เข้ากับส่วนกลาง การสร้างและรื้อฟื้นความเป็นเมืองลองผ่านสัญลักษณ์ของพระนางจามที่เป็นผีเมืองลองตนหนึ่งจึงสอดคล้องกับบริบทสังคมภาคเหนือและสังคมไทยในขณะนั้น และเป็นอนุสาวรีย์เพียงหนึ่งเดียวของอำเภอลองที่มีการสร้างขึ้นช่วงนี้ จนกระทั่งทศวรรษ ๒๕๔๐ ด้วยภาครัฐเริ่มสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นแสดงความเป็นตัวตนมากขึ้น จึงมีการสร้างอนุสาวรีย์วีรบุรุษวีรสตรีของเมืองลองในลักษณะรูปเคารพเกิดขึ้นหลายแห่ง อันเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับทางจังหวัดลำปาง จังหวัดแพร่ที่จัดสร้างอนุสาวรีย์เจ้าหลวงบุญวาทย์วงศ์มานิต เจ้าหลวงพิริยเทพวงศ์ เจ้าผู้ครองนครลำปางและเจ้าผู้ครองนครแพร่องค์สุดท้าย เช่น

  1. รูปปั้นพ่อเฒ่าหลวง รูปปั้นพญาแก้ว และรูปปั้นท้าวคำลือ บ้านวังเลียง ตำบลทุ่งแล้ง สร้างโดยปราชญ์หมู่บ้านและผู้นำหมู่บ้านเป็นแกนนำ
  2. รูปปั้นพ่อเฒ่าหลวงและรูปปั้นท้าวคำลือ วัดดงลาน ตำบลบ้านปิน สร้างโดยเจ้าอาวาสวัดดงลานและปราชญ์ท้องถิ่น
  3. รูปปั้นพญาขัณฑสีมาโลหะกิจ เจ้าเมืองลองคนสุดท้าย วัดแม่ลานเหนือ ตำบลห้วยอ้อ สร้างโดยกลุ่มทายาทเจ้าเมืองลอง เจ้าอาวาสวัดแม่ลานเหนือ และปราชญ์ท้องถิ่นเป็นแกนนำ
  4. รูปปั้นพระนางจามเทวี วัดสะแล่ง ตำบลห้วยอ้อ สร้างและปั้นโดยเจ้าอาวาสวัดสะแล่ง, พระราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวี ริมห้วยแม่กาง(สร้างพ.ศ.๒๕๕๒) ตำบลห้วยอ้อ จำลองแบบมาจากพระราชานุสาวรีย์พระนางจามเทวีที่วัดพระธาตุศรีดอนคำ

การสร้างและรื้อฟื้นความเป็นเมืองลองในตอนนี้ จึงหยิบยกมาจากทุนมรดกวัฒนธรรมความเชื่อผีเมืองและเจ้าเมืองให้มีตัวตนเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจน ขณะเดียวกันก็พยายามเชื่อมโยงเข้ากับส่วนกลางเพื่อให้สิ่งที่ท้องถิ่นกำลังกระทำอยู่มีพลังในการสร้าง สามารถกระจายการรับรู้ออกไปได้กว้างขวางที่สุดไม่ให้จำกัดเพียงเป็นบุคคลสำคัญของท้องถิ่น

พ่อเฒ่าหลวง : ผีอารักษ์หลวงเมืองลองจากตำนานสู่รูปธรรม “พ่อเฒ่าหลวง” เป็นวีรบุรุษที่อยู่ในสำนึกและความทรงจำร่วมของคนภายในท้องถิ่น เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชุมชนก่อนที่จะพัฒนาขึ้นเป็นเมืองลอง จึงได้รับการสถาปนาดวงวิญญาณขึ้นเป็น “ผีอารักษ์หลวงเมืองลอง” ที่มีการเคารพนับถืออย่างกว้างขวางทั้งในเขตอำเภอลองและอำเภอวังชิ้นมาจวบจนปัจจุบัน แต่ทว่า “พ่อเฒ่าหลวง” ก็ไม่มีตัวตนให้เห็นเป็นรูปธรรม มีเพียงเรื่องราวในตำนาน มีศาล มีพิธีกรรม หรือมีที่นั่ง(ร่างทรง)ผู้เป็นสื่อติดต่อโลกวิญญาณกับโลกมนุษย์ แต่มาในยุคทศวรรษ ๒๕๔๐ กลุ่มพระสงฆ์ ปราชญ์ท้องถิ่น(ผู้รู้ประวัติ,ผู้ประกอบพิธีกรรม)และผู้นำชุมชนจึงมีการสร้างรูปปั้นผีอารักษ์พ่อเฒ่าหลวง พร้อมกับรูปปั้นของบุตรหลาน(พญาแก้ว)และบริวาร(ท้าวคำลือ)ขึ้นตามจุดต่างๆ ภายในเมืองลอง มีการรวบรวมตำนานบอกเล่าเกี่ยวกับประวัติของพ่อเฒ่าหลวงจัดพิมพ์เป็นเอกสาร

พ่อเฒ่าหลวง” ที่เคยอยู่ในตำนานหรือมีตัวตนอยู่ในมโนทัศน์ของคนยุคหนึ่ง จึงถูกสร้างขึ้นให้เป็นรูปธรรมที่จับต้องสัมผัสได้ เห็นได้ด้วยตา เพื่อให้เด็กรุ่นใหม่ที่มีโลกทัศน์ถูกเจือจางด้วยระบบการศึกษาแบบใหม่ ระบบการปกครองแบบใหม่ ได้สัมผัสรับรู้ได้ง่ายขึ้น ประกอบกับส่วนใหญ่ผู้นำมาสร้างและรื้อฟื้นคือพระสงฆ์ ดังนั้นผีเมืองจึงถูกพยายามดึงเข้ามาใกล้ความเป็นพุทธศาสนาให้มากที่สุด ดังมีการสร้างเหรียญพ่อเฒ่าหลวงออกมาหลายรุ่นเพื่อให้บูชา โดยผ่านพิธีการปลุกเสกจากพระสงฆ์ ความเป็นผีอารักษ์เมืองแบบเดิมจึงถูกทำให้มีลักษณะเป็นผีในพุทธศาสนา มีความเป็นรูปธรรมผูกติดกับสัญลักษณ์ผีเมืองลองที่สามารถนำติดตัวไปได้ทุกหนแห่ง และเป็นการเน้นย้ำความเป็นชุมชนเก่าแก่ยาวนานของเมืองลองผ่านรูปปั้นพ่อเฒ่าหลวง

ด้วยการสร้างรูปปั้นพ่อเฒ่าหลวงสามารถสนองตอบความเชื่อของท้องถิ่น แต่ไม่สามารถจะแสดงความเป็นตัวตนของเมืองลองได้ชัดเจน จึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ของเจ้าเมืองลองขึ้นอีกในเวลาต่อมา เพราะมีพลังในการแสดงตัวตนของเมืองลองมากกว่า มีหลักฐานรองรับว่าเป็นผู้มีตัวตนในประวัติศาสตร์ และรับรู้กันว่าเป็นผู้ทำคุณความดีให้แก่ประเทศไทย ขณะเดียวกันก็สร้างความภูมิใจให้กับคนในท้องที่ให้ดูมีค่ามีความหมายในสังคมไทย

 

 

2.2 พิธีกรรม ขั้นตอน การเซ่นไหว้

ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่า 

การเลี้ยงผีปู่ย่าทางล้านนาเป็นความสัมพันธ์ของคนล้านนากับความเชื่อในเรื่องการเลี้ยงผี ซึ่งจะเป็นผีบรรพบุรุษ จะมี 2 กรณี คือ เลี้ยงผีปู่ย่าแบบไม่มีร่างทรง และเลี้ยงผีแบบมีร่างทรง (ม้าขี่) ทั้งสองพิธีทำในช่วงวันเวลาเดี่ยวกัน จะทำในช่วงเดือน 4 เหนือจนถึงเดือน 8 เดือน 9 เหนือ โดยชาวบ้านจะหาวันเวลา ฤกษ์ยาม โดยการดูจากปฏิทิน คือ 7 ค่ำ เดือน 6 (ล้านนา)

กรณีเลี้ยงผีปู่ย่าแบบไม่มีร่างทรง

พิธีกรรมและขั้นตอนการเลี้ยงผี

  1. ทำความสะอาดหิ้ง และหอผี
  2. บอกกล่าวนัดหมายญาติพี่น้อง และมีการเก็บเงินรวบรวมเงินตามกำลังทรัพย์ที่มีเพื่อซื้อสิ่งต่างๆเพื่อเซ่นผีปู่ย่า ตั้งแต่ 20 บาท - 500 บาท
  3. จัดทำอาหารหรือเครื่องเซ่นสังเวย
  4. ทำพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
    • เครือญาติพี่น้องเดียวกัน จะถือว่าเป็นผีเดียวกันซึ่งจะมาชุมนุมกัน ณ หอผี หรือตูบผี
    • นำอาหารหรือเครื่องเซ่นสังเวยตั้งวางบนที่สูง
    • ผู้อาวุโส กล่าวอัญเชิญผีปู่ย่า
    • ทุกคนที่มาร่วมงานจะสงบ เพื่อคอยจ้องมองว่าเมื่อไหร่ ผีปู่ย่า จะมารับของที่เซ่นสังเวย ข้อสังเกต ว่าผีปู่ย่ามารับเครื่องเซ่นสังเวยหรือไม่ สังเกตจากที่มีลมพัด หรือ แมลงวันมาไต่ตอม

เครื่องเซ่นสังเวย

  1. อาหารพวกเนื้อสัตว์ เช่น หัวหมู เป็ด ไก่ วัว
  2. ผลไม้ต่างๆ ( โดยเฉพาะ กล้วย มะพร้าว )
  3. ข้าวสุก
  4. เหล้า
  5. บุหรี่
  6. ขนม
  7. ดอกไม้ขาว ธูป เทียน

พิธีกรรมเลี้ยงเจ้าพ่อเฒ่าหลวง

"พ่อเฒ่าหลวง" เป็นวีรบุรุษที่อยู่ในสำนึกและความทรงจำร่วมของคนภายในท้องถิ่น เป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ชุมชนก่อนที่จะพัฒนาขึ้นเป็นเมืองลอง จึงได้รับการสถาปนาดวงวิญญาณขึ้นเป็น “ผีอารักษ์หลวงเมืองลอง” ที่มีการเคารพนับถืออย่างกว้างขวางทั้งในเขตอำเภอลองและอำเภอวังชิ้นมาจวบจนปัจจุบัน

เครื่องบวงสรวง

  • หมู 1 ตัว
  • ไก่ 1 ตัว
  • ขนมโบราณ
  • หมาก พลู บุหรี่

ผู้ประกอบพิธี     เก๋าผี ลุงจิต แสงสุวรรณ

ประเพณีสงกรานต์

ชาวเหนือมีประเพณีสงกรานต์ที่เหมือนกับชาวไทยภาคอื่น คือ มี การทรงน้ำพระพุทธรูป มีประเพณีขนทรายเข้าวัด ประเพณีรดน้ำ ดำรง ขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ สิ่งที่เป็นประเพณีท้องถิ่น คือ มีการทำ บุญถวายขันข้าวที่ถวายตุง และไม้ค้ำสะหลีหรือไม้ค้ำโพธิ์ เพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้แก่วิญญาณผีบรรพบุรุษ และเป็นผลบุญสำหรับตนเอง

ประเพณีสืบชะตา

ชาวล้านนามีความเชื่อว่า การทำพิธีสืบชะตาจะช่วยต่ออายุให้ตน เอง ญาติพี่น้อง และบ้านเมืองให้ยืนยาว ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล โดยแบ่งการสืบชะตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  • การสืบชะตาคน นิยมทำกันหลายโอกาส เช่น วันเกิด วันที่
  • ได้รับยศตำแหน่ง วันขึ้นบ้านเมือง
  • การสืบชะตาบ้าน
  • เป็นการสืบชะตาชุมชนหรือหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดสิริมงคลปัดเป่าทุกภัยต่างๆ นิยมจัดเมื่อผ่านช่วงสงกรานต์ไปแล้ว การสืบชะตาเมือง เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นด้วยความเชื่อว่าเทวดาจะช่วยอำนวยความสุขให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ ในสมัยโบราณพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธานในพิธีสืบชะตาเมือง

     

     

    2.3 ผู้รู้ / ผู้นำจิตวิญญาณ

    ลุงจิต แสงสุวรรณ เป็นบุคคลที่สื่อสารกับผีได้ภายในหมู่บ้านตอนนี้ไม่มีคนสืบทอดแล้ว เนื่องจากแก่เสียชีวิตแล้วเลยไม่มีคนขึ้นมาแทนที่

     


     

    3.ภูมิปัญญา

    3.1.ภูมิปัญญาการทอผ้าตีนจก

    ผ้าตีนจกเป็นศิลปะหัตถกรรมพื้นบ้านของอำเภอลองจังหวัดแพร่ที่สืบสานกันหลาย 100 ปีเป็นผ้าทอมือสอดใส่ลวดลายสีสันที่ละเอียดอ่อนหวานที่แสดงถึงคนไทยล้านนา การทอผ้าตีนจกของคนล้านนาไม่ปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มมานานเพียงใดแต่จากผ้าทอตีนจกหัวล้านของอำเภอรองที่มีผู้รวบรวมไว้ว่าป้าพื้นเมืองที่มีอายุมากกว่า 150 ปีและจากภาพเจ้านายฝ่ายหญิงของเมืองแพร่ในสมัยก่อนพบว่าใช้ผ้าสิ้นที่มีเชิงเป็นตีนจกสันนิษฐานว่าน่าจะมีสิ้นตีนจกที่ทอโดยช่างชาวอำเภอลองเพราะไม่ปรากฏว่ามีชาวแพร่ในท้องถิ่นใดที่ทอผ้าใช้ในชีวิตประจำวันเลยนอกจากในอำเภอรองเท่านั้นที่มีการสืบทอดวัฒนธรรมการทอผ้ามาถึงปัจจุบัน

    ความหมายของผ้าตีนจกผ้าตีนจกเป็นผ้าทอของชาวบ้านที่ทอขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปเป็นเชิงผ้าถุงหรือสิ้นซึ่งมีลวดลายที่สวยงามแสดงถึงฐานะของผู้สวมใส่คำว่าตีนจกซึ่งตีนหมายถึงเชิงของผ้าถุงยกหมายถึงการหลวงจึงมีความหมายร่วมกันว่าการทเชิงผ้าถุงโดยใช้วิธีการหลวงด้วยเพื่อให้ได้ลวดลายที่ต้องการมุมเมื่อนำมาจกกับผ้าถุงจึงเรียกว่าซิ่นตีนจก

    สำหรับจังหวัดแพร่ซึ่งเคยเป็นเมืองเก่าแก่อีกเมืองหนึ่งในภาคเหนือชาวเมืองแพร่ในอดีตได้สร้างสมวัฒนธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์ของตนเองหลายประการและสิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ชาวเมืองแพร่ใช้ในการสวมใส่ซึ่งในอดีตเป็นผ้าทอมือที่เป็นฝีมือของหญิงชาวบ้านในและแต่ละหมู่บ้านที่ใช้เวลาว่างจากการทำงานประจำคือทำนาทำสวนมาปั่นได้นำป้ายที่ปั่นแล้วนี้ไปทอด้วยที่พื้นเมืองจนเป็นผ้าขาวบางในอดีตที่จะต้องดำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม

    ผ้าทอมือเป็นงานหัตถกรรมพื้นบ้านที่ทรงคุณค่าอย่างหนึ่งซึ่งแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ศิลปวัฒนธรรมของผู้คนในท้องถิ่นผ้าทอในแต่ละท้องถิ่นจึงมีลักษณะความเป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างกันออกไปซึ่งอำเภอรองก็มีเอกลักษณ์ของตนเองคือผ้าตีนจก

    ประวัติความเป็นมาผ้าตีนจกเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านของการทดลองที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่นเป็นผ้าที่ทอด้วยกี่ทอมือชนิดของผ้าตีนจกอยู่ที่การสอดไส้โทษ 1,400,000 ละเอียดอ่อนช้อยมีความปรานีแสดงถึงว่าทำของคนไทยล้านนาการทอผ้าตีนจกอำเภอร้องไม่ปรากฏหลักฐานชัดว่าเริ่มต้นน้ำนานเพียงใดแต่รู้จักคาทอลิกเดี๋ยวกูร้านทำผมหรอกที่มีผู้รวบรวมไว้พบว่าพื้นที่มีอายุมากกว่า 150 ปีและจากเจ้านายฝ่ายหญิงของมึงเพื่อนในสมัยก่อนพบว่าผ้าซิ่นที่มีเชิงเป็นตีนจกสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นสิ้นจบที่ทอจากเราลองที่สุดเพราะว่าทำการโทรมาจากรุ่นศูนย์รุ่นมาจนถึงปัจจุบัน

    กระบวนการผลิตหนึ่งการกรอกได้สองการวนซ้ำกันมัดเขาเหยียบสี่การป้อนฟันพิมพ์ห้าการสื่อเพื่อหกการแกะ ลาย เจ็ดการมัดเข้าลาย  แปดการทอผ้าเก้าการตรวจสอบคุณภาพ 10 การจำหน่าย

    จุดเด่นของผ้าตีนจกผ้าจกหมายโบราณได้รับการสืบทอดกันมาจากบรรพบุรุษสู่ลูกหลานงานทอมือเป็นงานศิลปหัตถกรรมพื้นบ้านของชาวอำเภอน้องความประณีตของลวดลายเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงความสุขุมเยือกเย็นและว่าทำของคนไทยล้านนาที่แสดงออกมาเป็นรูปแบบของสัญลักษณ์ลวดลายคล้ายต่างๆปัจจุบันมีการพัฒนาโดยการนำเอาเส้นใหม่มาเลี้ยง 100 ทักทอเป็นจบเต็มพื้นมีความละเอียดสวยงามมีคุณค่าในตัวเองผสมผสานกับการให้สีสันกลมกลืนคลาสสิคสามารถนำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม

    วัตถุประสงค์ที่ทำหนึ่งเพื่อส่งเสริมกระบวนการกลุ่มหรือเครือข่ายเพื่อให้เกิดการรวมตัวซื้อขายรวมกันร่วมทุนร่วมผลิตผลิตภัณฑ์ที่ชุมชนต้องการสองเพื่อส่งเสริมการสร้างงานสร้างรายได้ชุมชนสามเพื่ออนุรักษ์ส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นและยังยืนสืบไปสี่เพื่อให้เกิดเงินทุนหมุนเวียนในชุมชนจังหวัดเลยและประเทศหาเพื่อนเสริมสร้างความสามัคคีในกลุ่มสมาชิกชุมชนหกเพื่อเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับชุมชน

    เป้าหมายเพื่อสร้างรายได้ให้กับลูกหลานแม่บ้านและชุมชนสองเพื่อให้มีความสามัคคีและช่วยเหลือซึ่งกันและกันสามเพื่อพัฒนารูปแบบของพาสมึงด้านการนำมาผลิตพัฒนาให้เป็นหรือ 1000 แปลรูปออกสู่ตลาดซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มราคาของผ้าจกให้เป็นที่ยอมรับของลูกบุคคลทั่วไปสี่เพื่อส่งเสริมอาชีพผ้าทอและสามารถเพิ่มรายได้ให้แก่คนในท้องถิ่นและมีการอนุรักษ์ศิลปะทำการทอผ้าของอำเภอลองให้ดูยังคงอยู่ต่อไปห้าสามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวให้กับชาวต่างชาติและคนไทย

    ภูมิปัญญาเรื่องอาหาร

    ประกอบด้วยข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีน้ำพริกชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง มีแกงหลายชนิด เช่น แกงโฮะ แกงแค นอกจากนั้นยังมีแหนม ไส้อั่ว แคบหมู และผักต่าง ๆ สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคเหนือแตกต่างจากภาคอื่น นั่นคือ การที่อากาศหนาวเย็นเป็นเหตุผลให้อาหารส่วนใหญ่มีไขมันมาก เช่น น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล ไส้อั่ว เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งการที่อาศัยอยู่ในหุบเขาและบนที่สูงอยู่ใกล้กับป่า จึงนิยมนำ

    พืชพันธุ์ในป่ามาปรุงเป็นอาหาร เช่น ผักแค บอน หยวกกล้วย ผักหวาน ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้าน ชื่อต่าง ๆ เช่น แกงแค แกงหยวกกล้วย แกงบอน

    สมุนไพร

    หมอสมุนไพร

    • หมอแก้ว ม.2 บ้านบ่อ อายุ 70 ปี เป็นหมอรักษาโรคทางเดินหายใจมีการนำน้ำลายหูเห่ามาผสมกับสมุนไพรเพื่อช่วยในการรักษา
     


     

    4.สถานที่หรือจุดสำคัญของชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้

    1. วัดโพธิ์
    2. วัดดงลาน
    3. สถานีรถไฟบ้านปิน
    4. บ่อน้ำครกที่ทำโดยจากไม้สัก
    5. ร้านกาแฟแห่ระเบิด
    6. วัดพระธาตุดอยน้อย(อยู่ที่บ้านหัวตะกร้า ม.8)

    ผู้ให้ข้อมูล

    1. พ่อหนานเพชร ประเสริฐ หมู่ที่ 4
    2. สุวรรณ วรางกูร หมู่ที่ 5
    3. นาย เชษฐา สุวรรณสา ทำงานคอมพิวเตอร์กราฟิก

    เคยได้รับรางวัล

    - รางวัลชนะเลิศ ประกวดบทความเชิงสร้างสรรค์ หัวข้อ "ธรรมชาติและวิถีชีวิตสมัยใหม่" ของนิตยสาร Brandhealth และ Preme Natural 

    - รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ประกวดเรียงความ "สร้างฝันให้เขา...ซ่อมฝันให้คุณ" ของธนาคารสแตนดาร์ดชาเตอร์

    - รางวัลรองชนะเลิศอันดับหนึ่ง ประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี "เมืองไทย ปี ๒๖๐๐" งาน Nation Books Award ครั้งที่ ๑ จัดโดย Dupont และ บริษัทเนชั่นบุ๊คส์ 

    - รางวัล Dupont Miracle Price ประกวดเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์และแฟนตาซี "เมืองไทย ปี ๒๖๐๐" งาน National Books Award ครั้งที่ ๑ จัดโดย Dupont และ บริษัทเนชั่นบุ๊คส์ 

    - เข้ารอบ ๕๐ คนสุดท้าย ประกวดเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์ หัวข้อ "ชีวจริยธรรม" ของ สวทช. และกรมอนามัยแห่งชาติ 

    - รางวัลชนะเลิศวรรณกรรมเยาวชน รางวัลแว่นแก้ว ครั้งที่ ๓ ประเภทนวนิยาย เรื่อง "แจ๊ค ณ ขอบฟ้า" โดยผู้เขียนเป็นผู้วาดภาพปกและภาพประกอบ

    1. แม่บัวเขียว ไชยขันแก้ว ด้านอาหาร
    2. หมอแก้ว ม.2 บ้านบ่อ อายุ 70 ปี เป็นหมอรักษาโรคทางเดินหายใจมีการนำน้ำลายหูเห่ามาผสมกับสมุนไพรเพื่อช่วยในการรักษา

     

    รูปกิจกรรม

เสริมสร้างความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การใช้ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลรักษาแหล่งชุมชนเน้นสุขภาพผู้สูงอายุ แนะนำการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน สภาพแวดล้อม สิ่งอานวยความสะดวก

ติดต่อเรา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
เลขที่ 17 หมู่ที่ 3 ต.แม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่ 54140
โทร: 0 5464 8593-5
Fax: 0 5464 8374 , 0 5464 8596

จำนวนผู้เข้าชม

0

ผู้เยี่ยมชมวันนี้

0

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด