ชาติพันธุ์กะเหรี่ยงกับการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม การจัดการความรู้การพัฒนาชุมชนต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผู้สูงอายุ

การจัดการความรู้การพัฒนาชุมชนต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผู้สูงอายุจังหวัดแพร่

บ้านแม่พุงหลวง  ตำบลแม่พุงหลวง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่

พิกัด [ละติจูด 17.878285 ] [ลองจิจูด 99.524836]

1.ข้อมูลพื้นฐานแหล่งท่องเที่ยว

1.1 สถานการณ์ผู้สูงอายุ

อายุของผู้สูงอายุส่วนใหญ่อายุสูงที่สุดอยู่ในช่วง 60 - 92 ปี

กิจกรรมที่ผู้สูงอายุทำร่วมกัน

  • ทำดอกไม้จัน
  • ทำบายศรี
  • ทำกระสวยกรวย

ผลที่ได้รับ

  1. ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถ้าแข็งแรงก็จะหาเวลาว่างทำสวนภายในบ้านตัวเอง
  2. มีการดูแลเอาใจใส่ซึ่งกันและกันยามทุกข์ยามสุข
  3. ผู้สูงอายุส่วนมากมีอารมณ์ดีไม่เครียด
 

 

1.2 ประวัติศาสตร์แหล่งท่องเที่ยว (ชุมชน)

ปัจจุบันบ้านค้างปินใจ แบ่งออกเป็น ๒ หมู่บ้าน คือ บ้านค้างปินใจ หมู่ที ๔ และ บ้านแม่พุงหลวง หมู่ที่ ๑๕  ชาติพันธุ์ ดังกล่าวเข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดแพร่ เมื่อประมาณ พ.ศ.๒๕๐๐

บ้านแม่พุงหลวง หมู่ที่ ๑๕ ตำบลแม่พุง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ มีจำนวนครัวเรือนจำนวน ๑๗๑ ครัวเรือน จำนวนประชากรทั้งสิ้น ๗๐๐ คน แบ่งเป็นชาย ๓๗๒ คนหญิง ๓๒๘ คน ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ และขณะเดียวกันก็นับถือผี ปัจจุบันมีผู้นำท้องที่คือ นายรณเกียรติ คำน้อย เป็นผู้ใหญ่บ้าน มีผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือ "เก๊าผี" หรือปู่ตั้งข้าว" เป็นผู้นำการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ตามวัฒนธรรมความเชื่อของคนในหมู่บ้าน คือ นายผัดขวา อ้ายชอง ปัจจุบันอายุ ๖๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๖๑หมู่ที่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ มีผู้นำทางด้านภูมิปัญญาและสมุนไพรพื้นบ้าน ได้แก่นายแหว หล้าวัน ปัจจุบันอายุ ๖๗ ปีอยู่บ้านเลขที่ ๘๘ หมู่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ การทอผ้ากะเหรี่ยงของชนเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวงมีมาแต่ดังเดิมเนื่องจากชนเผ่า

กะเหรี่ยงนั้นมีความเคร่งครัดทางด้าน ประเพณีวัฒนธรรม และพิธีกรรมต่างๆ และยังมีผู้สืบทอดอยู่คือ

นาง ต๋วน จันทร์ศรีแก้ว หมู่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่

บริบทหมู่บ้านแม่พุงหลวง

อาณาเขตติดต่อ

  • ทิศเหนือ ติดต่อกับ ต.แม่เกิ๋ง อ.วังชิ้น
  • ทิศใต้ ติดต่อกับ ต.ป่าสัก อ.วังชิ้น
  • ทิศตะวันออก ติดต่อกับ ต.วังชิ้น อ.วังชิ้น
  • ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อ.สบปราบ อ.วังชิ้น

ลักษณะภูมิประเทศและภูมิอากาศ

ตำบลแม่พุง มีพื้นที่เป็นที่ราบสลับภูเขา สภาพอากาศร้อนอบอ้าวตลอดทั้งปี ฤดูร้อนอากาศร้อนจัด และ หนาวจัดในฤดูหนาว ลักษณะภูมิอากาศแบ่งเป็น 3 ฤดู คือ

  • ฤดูร้อน เริ่มประมาณต้นเดือนมีนาคม – เดือนพฤษภาคม
  • ฤดูฝน เริ่มประมาณกลางเดือนพฤษภาคม – เดือนพฤศจิกายน
  • ฤดูหนาว เริ่มประมาณเดือนพฤศจิกายน - เดือนกุมภาพันธ์

บ้านมพุ่งหลวง หมู่ที่ ๑๕ ตำบลเมพุ่ง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ มีพื้นที่ทั้งหมู่บ้านประมาณ ๙ ตารางกิโลเมตรหรือ ๕,๖๒๕ ไร่ สภาพพื้นที่เป็นชุมชนอยู่อาศัยประมาณ ๒ ตารางกิโลเมตรพื้นที่ทำกินประมาณ ๑,๖๐๐ ไร่ที่เหลือเป็นพื้นที่ป่าไม้

 

 

1.3 สภาพโดยทั่วไปของแหล่งท่องเที่ยว (ชุมชน)

บ้านแม่พุ่งหลวง หมู่ที่๑๕.ตำบลแม่พุง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่า

กะเหรียง เรียกแทนตัวเองว่า “ยาง" ตั้งถิ่นฐานในชุมชนแม่พุงหลวงมานานนับ ๑๐๐ปี มีวิถีชีวิตที่ผูกพันพึ่งพากับธรรมชาติ เช่นดินน้ำและป่า พืชเศรษฐกิจของหมู่บ้านได้แก่ การปลูกข้าวไร่พันธุ์พื้นเมืองในขณะเดียวกัน มีวัฒนธรรมที่สืบทอดมาแต่บรรพบุรุษจากประวัติกะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวงอพยพมาจากทางภาคเหนือของประเทศไทย โดยไม่มี ผู้ใดสามารถบอกแหลงที่มาได้ ผู้เฒ่าผู้แก่เล่าต่อกันมาว่าเคยตั้งหมูบ้านที่ห้วยป่าคาหลวง ห่างจากที่ตั้งปัจจุบันประมาณ ๔ กิโลเมตร เป็นแหล่งต้นน้ำที่มีความอุดมสมบูรณ์ และต่อมมีการอพยพเคลื่อนย้ายมาอยู่ทีปัจจุบันสาเหตุการเคลื่อนย้ายเพราะ ชาวบ้านเกิดลมป่วยจำนวนมาก ชาวบ้านเชื่อกันว่ามีผีป่ามารังควาน จึงต้องอพยพเคลื่อนย้ายที่อยู่โดยมีการสำรวจพื้นที่และเห็นสภาพพื้นที่ที่อยู่ปัจจุบันเป็นเนินเขาห่างจากลำห้วยแม่พุงหลวง ไม่มากนัก รอบ ๆ บริเวณเป็นที่ราบลุ่มมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะสำหรับทำการเกษตรและตั้งที่อยู่อาศัย จึงได้ตั้งชื่อหมู่บ้านเป็นภาษากะเหรี่ยงตามชื่อลำห้วยว่า "บ้านแม่พุงหลวง" ต่อมามีชาวบ้านพื้นราบเห็นทำเลที่ทำกินที่อุดมสมบูรณ์จึงย้ายมาอยู่รวมกันเป็นชุมชนแม่พุงเพิ่มมากขึ้น

ต่อมามีทางการมาสำรวจ และมีการแต่งตั้งผู้ใหญ่บ้านขึ้นเป็นครั้งแรก นาย ปินใจ ไม่ทราบนามสกุล เป็นคนเมืองพื้นราบ ถูกเลือกให้เป็นผู้ใหญ่บ้าน ชาวบ้านจึงใช้ชื่อผู้ใหญ่บ้านเป็นชื่อหมู่บ้าน ส่วนคำว่า “ค้าง” เป็นการเรียกตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านสมัยก่อน จึ่งตั้งชื่อหมู่บ้านอย่างเป็นทางการว่า บ้านค้างปินใจ ต่อมาเมื่อมีประชากรมากขึ้นจึงมีการเสนอขอแยกหมู่บ้านเมื่อปี พ.ศ. 2541 จึงได้กลับมาใช้ชื่อหมู่บ้านเดิมเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า “บ้านแม่พุงหลวง” อย่างเป็นทางการมาจนถึงปัจจุบัน

 

 

1.4 ลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม

ปี พ.ศ.2514 ตำบลสรอยมีหมู่บ้านอยู่ในการปกครองถึง 15 หมู่บ้าน ต่อมาตำบลสรอย ได้แยกออกเป็นสองตำบลคือ ตำบลสรอย ออกเป็นตำบลแม่พุง เหตุที่ตั้งชื่อตำบลแม่พุงนั้น ตั้งตามชื่อลำน้ำแม่พุง กำนันคนแรกของตำบลแม่พุง คือ นายคำแดง ตาแว่น อยู่บ้านค้างปินใจ แต่เดิมมีประชากรรวมประมาณ 5,000 คน มีจำนวนหมู่บ้าน 12 หมู่บ้าน ปัจจุบันมี 16 หมู่บ้าน กำนันคนปัจจุบันคือ นายรัก มังคะลา

 


 

2.ข้อมูลพื้นฐานด้านความเชื่อ

2.1 แผนภูมิพิธีกรรมในรอบปี

ปฏิทินวิถีชีวิตวัฒนธรรมชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวงพุงแตกต่างจากคนพื้นราบ เช่น เดือนที่ ๑ จะเริ่มจากเดือนตุลาคมของทุกปี และเดือนสำคัญที่ชาวกะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวง ใช้ในการประกอบพิธีกรรมสำคัญคือเดือน ๑๐ ซึ่งจะตรงกับเดือนกรกฎาคม และเดือน ๕ จะตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ ดังนั้น คณะดำเนินงาน ฯ จึงน้ำเสนอวิถีชีวิตวัฒนธรรมของ กลุ่มชาติพันธุ์กะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวง หมู่ที่ ๑๕ ตำบลแม่พุง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เริ่มจากเดือน ๑๐ คือเดือนกรกฎาคม เป็นต้นไป เดือนตุลาคม – มกราคม จะมีการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล มีโชค มีลาภอยู่เย็นเป็นสุขปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

 

 

2.2 เจ้าพ่อ/ผี และที่มาของความเชื่อ

เจ้าพ่อ (สร้อยหล่า) ปกป้องทุกอย่างตามความเชื่อของชุมชน คือความเชื่อ ด้านจิตวิญญาณ ที่มีมาแต่โบราณสืบทอด ที่มีประวัติความเป็นมาตามตำนาน จากอดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความเชื่อ  คือ มีศาลปู่เจ้า ที่ผู้มีความเชื่อมาขอพรให้มีความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา  และมีร่างทรง ที่ผู้มีความเชื่อทางจิตวิญญาณ มาขอความช่วยเหลือ เช่น การเจ็บปวด ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้มีปัญหา ที่แสวงหากำลังใจแก่ตนเอง

 

 

2.3 พิธีกรรม ขั้นตอน การเซ่นไหว้

  1. พิธีกรรมมัดมือ เชื่อกันว่าในร่างกายคนเรามี "ขวัญ" (ซึ่งมีประจำตัวของแต่ละคน) อยู่ในร่างกาย และเชื่อว่า "ขวัญ" ชอบที่จะหนีไปท่องเที่ยวตามความต้องการของมันเอง และก็อาจจะถูกผีร้ายต่าง ๆ ทำร้ายจึงต้องเรียกฯ ”ขวัญ" กลับมาจะประกอบพิธีมัดมือก่อนจะมีการจัดทำพิธีลงโฮงหนึ่งวัน

    เครื่องประกอบพิธี

    • ไก่ ตัวผู้ ๑ ตัว ตัวเมีย ๑ ตัว เหล้า ๑ ขวด น้ำ ๑  แก้ว ข้าวต้มมัด(ขนมก๋ง)
    • ด้าย สายสิญจน์
    • หมาก พลู บุหรี่

    ผู้ประกอบพิธี : ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านอย่างน้อย ๑ คน

     

     
  2. พิธีกรรมเลี้ยงผีอีอ้าย มีการเล่าสืบต่อกันมาว่า "อีอ้าย" เป็นผู้หญิงและเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดหรือญาติของเจ้าพ่อสร้อยหล้า เมื่อทำพิธีเลี้ยงบวงสรวงเจ้าพ่อสร้อยหล้าแล้ววันต่อมาจะทำพิธีเลี้ยงผีอีอ้าย

    เครื่องบวงสรวง

    • ไก่ ตัวผู้ ๑ ตัว ตัวเมีย ๑ ตัว
    • เหล้า ๑ ไห
    • หมาก พลู บุหรี่

    ผู้ประกอบพิธี : เก๊าผี (นายผัดซวา อ้ายซอง)

    สถานที่ : ต้นไม้ใหญ่ห่างจากศาลเจ้าพ่อสร้อยหล้า

     

     
  3. พิธีกรรมลงโฮง (บวงสรวงเจ้าพ่อสร้อยหล้า) เป็นการบวงสรวงศาลเจ่าพ่อสร้อยหล้า ซึ่งสืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน โดยจะทำปีละ ๒ ครั้ง คือเดือนห้าเหนือ(กุมภาพันธ์) และเดือนสิบเหนือ(กรกฎาคม) มีความเชื่อว่าการเลี้ยงผีประจำหมูบ้านแล้วจะทำให้ชาวบ้านอยู่เย็นเป็นสุขปลอดภัยจากโรคร้ายต่างๆ

    หากไม่ใช่เดือน ๑๐ กะเหรี่ยง (เดือนกรกฎาคม) และเดือน ๕ กะหรี่ยง(เดือนกุมภาพันธ์)ชาวกะหรี่ยงจะมีการประกอบพิธีกรรมความเชื่อเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเองครอบครัว ชุมชน รวมทั้งประกอบพิธีขอสูมาจ้าป่า เจ้าเขา ผีที่ปกปักรักษาป่า ต้นไม้ สำห้วย ฯลฯ รวมทั้งก่อนที่จะลงมือประกอบอาชีพ ฯลฯ ได้แก่

    เครื่องบวงสรวง

    • ไก่ (บ้านละ ๑ ตัว )
    • เหล้า (บ้านละครึ่งขวด)
    • หมู ๑ ตัว

    ผู้ประกอบพิธี มี ๓ คน

    1. เก๊าผี (ปู่ตั้งข้าว) ภาคกลางเรียกว่า"พ่ออาจารย์"เป็นผู้ได้รับสืบทอดทางสายเลือด จากผู้ที่เคยเป็นหัวหน้าในการประกอบพิธี
    2. ผู้ช่วย ๒ คน

    สถานที่ : ป่าชุมชนทำหมู่บ้าน

     

     
  4. พิธีกรรมเลี้ยงผีขุนน้ำ จะทำกัน ๓ ปี ต่อหนึ่งครั้ง (กรกฎาคม) โดยเชื่อว่าแม่น้ำ สำคลองมีเจ้าของที่ปกป้องรักษาอยู่ซึ่งชาวบ้านรียกว่า "ผีขุนน้ำ” คนเราอาศัยน้ำจากธรรมชาติในการอุปโภคบริโภค การทำพิธีผู้นำพิธีกรรมจะบอกขอขมาแม่น้ำและขอให้ผีป่าขุนน้ำช่วยปกปักรักษาหมู่บ้านและแหล่งน้ำให้น้ำพียงพอสำหรับริโภคอุปโภคในหมู่บ้าน

    เครื่องบวงสรวง

    • หมู ๑ ตัว
    • เหล้า ๑ ไห
    • หมาก พลู บุหรี่
    • ไก่ (บ้านละ ๑ ตัว )

    ผู้ประกอบพิธี : เก๋าผี

     

     
  5. พิธีกรรมเลี้ยงป่าต้นน้ำ จะทำกันทุกปีจะทำในวงเดือนกรกฎาคม โดยเชื่อว่าป่าต้นน้ำมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง หากจะน้ำมาอุปโภค บริโภค จะต้องขออนุญาตใช้น้ำจากสิงศักดิ์สิทธิ์ และขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยปกปักรักษาหมู่บ้านและแหล่งน้ำ

    เครื่องบวงสรวง

    • เหล้า ๑ ไห
    • หมาก พลู บุหรี่
    • ไก่ ๒ ตัว

    ผู้ประกอบพิธี : เก๋าผี

     

     
  6. พิธีกรรมเลี้ยงผีไฟ เพื่อขอขมาที่เผาป่าเพื่อเป็นทีโล่งก่อนทำการทำไร่ทำนาและจะทำพิธีก่อนเพาะปลูกพืชไร่ ๑ เดือน

    เครื่องบวงสรวง

    • เหล้า ๑ ไห
    • ไก่ ๑ ตัว

    ผู้ประกอบพิธี : เก๋าผี

     

     
  7. พิธีกรรมเสียงทายกระดูกไก่ ชาวกะเหรียงเชื่อในเรื่องของการทำนายในเรืองต่างๆ โดยจะมีพิธีกรรมการเสียงทายกระดูกไก่เป็นเครื่องทำนายในด้านต่างๆ เช่นการทำนายเรื่องการเจ็บป่วยการทำงานในงานมงคลต่างๆ การทำนายการค้าขายการทำนายการสอบเขาทำงานตางๆ

    เครื่องบวงสรวง

    • กระดูกขาไก่ ๑ ตัว (ขาซ้ายและขาขวา)
    • หนามต้นหวาย
    • เหล้า๑ ไห
    • ข้าวสุก
    • น้ำ

    ผู้ประกอบพิธี : เก๋าผี หรือผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านที่มีความรู้เรื่องการทำนาย

 

 

2.4 ผู้รู้/ผู้นำจิตวิญญาณ

นายรณเกียรติ คำน้อย ปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่ บ้านแม่พุงหลวง ตำบลแม่พุง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่

นายผัดขวา อ้ายชอง ปัจจุบันอายุ ๖๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๖๑หมู่ที่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เป็น ผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือ "เก๊าผี" หรือปู่ตั้งข้าว" เป็นผู้นำการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ตามวัฒนธรรมความเชื่อของคนในหมู่บ้าน

นายแหว หล้าวัน ปัจจุบันอายุ ๖๗ ปีอยู่บ้านเลขที่ ๘๘ หมู่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ เป็นผู้นำทางด้านภูมิปัญญาและสมุนไพรพื้นบ้าน

นาง ต๋วน จันทร์ศรีแก้ว   หมู่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ การทอผ้ากะเหรี่ยงของชนเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวงมีมาแต่ดังเดิมเนื่องจากชนเผ่ากะเหรี่ยงนั้นมีความเคร่งครัดทางด้าน ประเพณีวัฒนธรรม และพิธีกรรมต่างๆ และยังมีผู้สืบทอดอยู่ และชาวบ้านอีกหลายคน

 

 

3.ภูมิปัญญาอาหารการกิน

3.1.ภูมิปัญญาการทอผ้ากะเหรี่ยงของชุมชน

การก่อเกิดภูมิปัญญาการทอผ้ากะเหรี่ยง การทอผ้ากะเหรี่ยงของชนเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวงมีมาแต่ดังเดิมเนื่องจากชนเผ่า กะเหรี่ยงนั้นมีความเคร่งครัดทางด้าน ประเพณีวัฒนธรรม และพิธีกรรมต่างๆ ทั้งนั้นการทอผ้า เป็นข้อบังคับที่ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงจะต้องทอผ้าเป็นทุกคน ซึ่งอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่าหาก ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงคนไหนไม่สามารถทอผ้าได้หรือทอผ้าไม่เป็นจะไม่ได้แต่งงาน หรือออกเรือน สมัยแต่ก่อนชาวบ้านชนเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่พุ่งหลวงนั้นไม่ได้มีการทอผ้าที่เป็นเครื่องแต่งกาย ผู้หญิงเพียงอย่างเดียวเท่านั้นแต่ยังต้องทอเครื่องแต่กายของผู้ชาย การทอผ้าห่ม ย่ามอีกด้วย และการทผ้ากะเหรี่ยงของชนเผ่ากะเหรี่ยงยังมีความเป็นเอกลักโดยการใช้กี่เอวในการทอผ้า ที่ แตกต่างจากคนเมืองหรือคนที่ไม่ใช่ชนเผ่ากะเหรี่ยง และด้วยวิถีการผลิตแต่เดิมชาวบ้านมีการ ปลูกฝายเพื่อที่จะนำมาทอผ้ากะเหรี่ยงเพื่อใช้ในการทอผ้าของตัวเอง

ภูมิปัญญาการทอผ้ากะเหรี่ยงภายใต้ความเชื่อ ในอดีตการทอผ้าของชาวกะเหรี่ยงนั้นจะอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่าหากผู้หญิงคนไหนที่ไม่ สามารถทอผ้าได้จะไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้ออกเรือน ซึ่งมีเหตุปัจจัยมาจากในสมัยก่อนเสื้อผ้า ผ้า ห่ม ที่นอน เครื่องใช้ที่ทำมาจากผ้าไม่ได้หาซื้อได้ง่ายอย่างเช่นปัจจุบัน ผู้หญิงชาวกะเหรี่ยงจึง จำเป็นต้องทอผ้าให้เป็น ไม่ใช่เพียงการไม่ยอมรับของทางฝายชายเพียงคนเดียวเท่านั้น แต่เป็น ครอบครัวของฝ่ายชายที่จะเป็นผลมากเช่นเดียวกัน เช่นเดียวกับผ่ายชายถ้าหากไม่สามารถจัก สาร หาของป่า หรือทำกิจกรรมที่เกี่ยวกับการเกษตรได้นั้นผู้หญิงก็จะไม่มองและไม่เลือกมา เป็นคู่ครองเช่นเดียวกัน

ในปัจจุบันการทอผ้าของชาวกะเหรี่ยงนั้นจะอยู่ภายใต้ความเชื่อที่ว่าหากผู้หญิงคนไหน ที่ไม่สามารถทอผ้าได้จะไม่ได้แต่งงาน ไม่ได้ออกเรือนนั้นหายไปเนื่องมาจากการทอผ้ากะเหรี่ยง นั้นยากและ การหาซื้อเสื้อผ้าสำเร็จรูปนั้นหาซื้อได้ง่าย สะดวกสบาย ไม่ต้องมาเสียเวลาทอและเนื่องด้วยวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปทั้งคนในหมู่บ้านที่ออกไปทำงานต่างถิ่นไปทำงานในชุมชนเมือง และการไปเรียนต่างถิ่นของเด็กในหมู่บ้านจึงทำให้เด็กในหมู่บ้านนั้นไม่มีเวลาที่จะมาเรียนการ ทอผ้าและสนใจในการทอผ้ากะเหรี่ยงน้อยลง และในหมู่บ้านแม่พุงหลวงนี้ยังมีผ้าทอตีจกที่เป็น ภูมิปัญญาจากต่างถิ่นเข้ามาในหมู่บ้าน ด้วยความที่ผ้าทอตีนจกนั้นทอง่ายกว่า มีตลาดลองรับ และใช้ระยะเวลาในการทอที่สั้นกว่าการทอผ้ากะเหรี่ยงจึงทำให้ชาวบ้านทั้งที่ทอผ้ากะเหรี่ยง เป็นและทอไม่เป็นหันไปทอผ้าตีนจกมากกว่าที่จะมาทอผ้ากะเหรี่ยง

บทบาทและหน้าที่ของการทอผ้าและผ้าทอกะเหรี่ยงในชุมชน ในอดีตการทอผ้ากะเหรี่ยงเป็นการทอผ้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง เช่นการทอเสือผ้า เครื่องนุ่งห่ม การทอผ้าห่ม ที่นอนเป็นต้น การทอผ้าในอดีตจะเป็นการบ่งบอกถึงเอกลักและ ความเป็นอยู่ของชาวบ้านชนเผ่ากะเหรี่ยง และจะใช้ผ้าทอในงานสำคัญและการใช้ ชีวิตประจำวัน

ในปัจจุบันการทอผ้าได้เปลี่ยนแปลงไปโดยที่เป็นการทอผ้าเพื่อการขาย ไม่มีการทอไว้ ใช้ในชีวิตประจำวันแล้ว จะเป็นการทอผ้าตามคำสั่งของลูกค้าที่มีความต้องการผ้าทอกะหรี่ยง การทอผ้าและผ้าทอกะเหรี่ยงในปัจจุบันกลายเป็นเรื่องเศรษฐกิจภายในชุมชนเข้ามาแทน

 

 

3.2.ภูมิปัญญาด้านยาและอาหาร

เมื่อสังคมมีความเจริญทางด้านวัตถุ การพัฒนาก้าวหน้าเข้ามาสู่ชุมชนแม่พุงหลวง ส่งผลต่อความคิดความเชื่อของคนในชุมชนทีละน้อย นานหลายสิบปีมาแล้วที่คนในชุมชนแม่พุงหลวงหลงลืมภูมิปัญญาท้องถิ่นหลายๆ ด้านของตนเองไป โดยเฉพาะภูมิปัญญาในการดูแลสุขภาพเรื่องความเจ็บป่วยทั้งหมดถูกฝากไว้ที่โรงพยาบาล และยาแผนปัจจุบันที่ได้มาจากสถานบริการของรัฐใกล้บ้านมากกมาย มิได้คำนึงถึงการจัดการแก้ปัญหาสุขภาพเอง หลงลืมว่าบรรพบุรุษรุ่นเก่าได้เคยสั่งสมความรู้ไว้มากมายไว้ให้ลูกหลาน ซึ่งความรู้เหล่านี้เชื่อมสัมพันธ์กับป่าและวิถีชีวิตกรรม

ลุงติ๊บ หล้าบือ แม้เคยผ่านตา ผ่านหูมาเรื่องการใช้สมุนไพรมาตั้งแต่วัยเด็กครั้งเมื่ออยู่กับพ่อแม่ แต่ก็ได้เคยหยิบเอาความรู้เหล่านั้นมาใช้จริงในชีวิตประจำวันแต่อย่างใด หากแต่ยังคงจดจำภาพบรรยากาศเก่าๆ ได้อย่างดี

เคยเห็นพ่อแม่กินยาต้มเป็นประจำ เวลามีอาการปวดหลังปวดเอวก็ไปเอาหัวยาข้าวเย็น ไม้ฝาง มาต้มกิน สามารถทำนาคนเดียวได้หลายสิบไร่

คนเดี๋ยวนี้ไม่ค่อยสนใจกินยาต้ม ไม่สบายนิดหน่อยวิ่งไปโรงพยาบาล ในขณะที่สมัยก่อนบ้านเราเวลาไม่สบายก็หายามาต้มกิน ถ้าเป็นเยอะก็ไปหาหมอพื้นบ้านในชุมชน ซึ่งมีหมอเก่งหลายคน

นี่อาจเป็นเพียงเสียงเล็กๆ เสียงหนึ่งที่ย้อนให้เห็นภาพอดีต สะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์ปัจจุบันได้เป็นอย่างดี บ่งบอกถึงวิถีคนในอดีตที่ผูกพันกับสมุนไพร ในขณะที่คนปัจจุบันกลับให้ความสำคัญน้อย จนกระทั่งวันหนึ่งในชุมชนได้เกิดการตื่นตัวลุกขึ้นมาเห็นคุณค่าของทรัพยากรสมุนไพรในชุมชนของตนเอง หลังจากเห็นว่าคนนอกชุมชนเข้ามาในพื้นที่และดึงเอาพืชสมุนไพรออกจากป่าที่ตนเองดูแลมาช้านาน จนสมุนไพรหลายชนิดใกล้สูญพันธุ์ เช่น กลับแรดหัวยาข้าวเย็นเหนือ ทำให้กลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่และผู้นำชุมชนหลายคนตื่นตัว ปล่อยให้คนนอกชุมชนเข้ามาเอาทรัพยากรออกไปจากชุมชนจนหมดไม่ได้

นับแต่นั้นมาจึงได้เริ่มมีการรวมกลุ่มผู้เฒ่าผู้แก่ที่เป็นหมอยาพื้นบ้าน และผู้ที่สนใจเรื่องสมุนไพรจำนวนหนึ่งได้รวมตัวลุกขึ้นมาฟื้นฟูองค์ความรู้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพ โดยเฉพาะเรื่องของสมุนไพรท้องถิ่นนำกลับมาส่งเสริมให้เกิดการปรับใช้ในสถานการณ์ปัจจุบัน

  • กลิ้งกลางดง

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Stephania venosa (Blume.) Spreng.

ชื่ออื่นๆ : สบู่เลือด, กระท่อมเลือด, มะหำเป้า

สรรพคุณทางยา :

  • เถา ใช้เถาขับพยาธิ ขับโลหิตระดู กระจายลมที่แน่นในอก
  • ใบ บำรุงธาตุ รักษาแผลสด และแผลเรื้อรัง
  • ดอก แก้โรคผิวหนังผื่นคัน ช่วยย่อยอาหาร
  • ราก บำรุงเส้นประสาท
  • หัวใต้ดิน ดองเหล้ากินบำรุงกำลังขับเสมหะ บำรุงกำหนัด หรือตากแห้ง บด ปั้นเป็นลูกกลอนกินเป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเจริญอาหาร ขับลม รักษาโรคมะเร็งต่างๆ โรคเบาหวาน โรคโลหิตจาง โรคปวดศีรษะ

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : นำลูกเผาไฟร้อน แล้วผ่าเป็นครึ่งซีก เคี้ยวเกลือทาบริเวณที่ผ่าแล้วบริเวณที่ใส่เกลือนำมาเหยียบ ความร้อนและฤทธิ์ยาช่วยแก้ส้นเท้า แก้ปวดเมื่อย ช่วยบรรเทาอาการโรคกระเพาะ

  • กีบแรด

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Angiopteris evecta (G. Forst.) Hoffm.

ชื่ออื่นๆ : ว่านกีบม้า, กีบม้าลม, ดูกู

สรรพคุณทางยา

  • หัว รสจืดเย็นฝาด ต้มดื่มแก้ปวดศรีษะ แก้ไข้ตัวร้อน แก้ไข้พิษ ไข้กาฬ แก้กาฬบุตร แก้พิษตานซาง แก้ท้องร่วง อาเจียน ขับปัสสาวะ แก้กำเดา แก้ฝีหัวคว่ำ แก้แผลในปากคอ แก้น้ำลายเหนียว แก้ตาเจ็บ บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ
  • ใบ รสเฝื่อน แก้ไอ
  • ราก รสจืดเย็นฝาด ห้ามเลือด

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : เอาหัวมาล้างหั่นตากแห้งต้มดองเหล้า กินแก้ปวดหลังปวดเอว คลายเส้น

  • กวาวเครือขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Pueraria candollei Graham ex Benth. var mirifica

ชื่ออื่นๆ : กวาวเครือ, กวาว, ทองเครือ, ทองกวาว, กวาวหัว ตามจอมทอง, จานเครือ, โพะตะกู,    ตานเคือ, ตานเครือ

สรรพคุณทางยา

  • หัว รสเมาเบื่อ บำรุงเนื้อหนังให้เต่งตึง บำรุงสุขภาพ บำรุงกำหนัด เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้หน้าอกโต
  • เปลือกเถา แก้พิษงู

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : นำมาตากแห้งเป็นส่วนผสมของยาบำรุง อายุวัฒนะ ใช้ดองเหล้า, ยอดนำมาต้มกินกับน้ำพริก

  • ก้องแกบ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Ventilago calyculata Tul.

ชื่ออื่นๆ : รางแดง, กะเลียงแดง, เครือก้งแกบ, แสงอาทิตย์, เถาวัลย์เหล็ก แสงประอาทิตย์ ก้องแกบ, หนามหัน 

สรรพคุณทางยา : เป็นยาขับปัสสาวะ และทำให้เส้นเอ็นในร่างกายอ่อนแอดี

  • ราก แก้พิษสาบ
  • เถา ตากแห้งแก้กษัย แก้กร่อนลงฝัก และกร่อนทุกชนิด
  • ใบ นำไปปิ้งไฟให้กรอบ แล้วนำมาชงน้ำดื่มต่างน้ำชา ขับปัสสาวะ แก้เส้นเอ็นตึง

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : ใช้เครือนำมาตากแห้งฝนกับน้ำอุ่นกินแก้อีสุกอีใส, นำใบ 7 ใบ ย่างไฟให้เหลือง นำมามัดต้มน้ำ กินเป็นน้ำชา เป็นยาระบายอ่อน แก้ปวดหลัง

  • กอมขม

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Picrasma javanica Bl.

ชื่ออื่นๆ : กะลำเพราะต้น หมาชล (ชลบุรี), ดีงูต้น (พิษณุโลก), ดำ (นครศรีธรรมราช), ตะพ้านก้น (เชียงใหม่), หงีน้ำ หยีน้ำใบเล็ก (ตรัง), หมักกอม (เงี้ยว-เชียงใหม่)

สรรพคุณทางยา

  • ลำต้น แก้จับสั่น บำรุงเลือด
  • เปลือก แก้ไข้จับสั่น แก้ไข้ พอกแผล
  • เนื้อไม้ แก้ไข้มาลาเรีย แก้ไข้ตัวร้อน ทั้ง 5 แก้จับสั่น แก้ไข้มาลาเรีย บำรุงน้ำดี
  • ผล ใช้บดเป็นยากวาดคอเด็ก แก้เจ็บคอ

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : ถากเอาเปลือก 3 อันดับ นำมาต้มกับน้ำแก้ไข้ทับระดู เปลือกนำมาต้มแล้วขูดเอาเยื่อในเปลือกใส่แผลวัวควายที่มีหนอน ทำให้หนอนตาย ฆ่าแมลงวัน ช่วงมะม่วงสุก แมลงวันมากใช้คลุกข้าวล่อแมลงวันตาย

  • กาสามปี

ชื่อวิทยาศาสตร์ : -

ชื่ออื่นๆ : -

สรรพคุณทางยา : -

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : ใช้เป็นส่วนผสมยาต้มบำรุงกำลัง แก้ปวดเมื่อย เข้ายาแก้มะโหก ปวดหลังปวดเอว คลายเส้น

  • เกี๋ยงข้าวไหม้

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Leea indica (Burm.f.) Merr.

ชื่ออื่นๆ : ตองจ้วม ตองต้อม (ภาคเหนือ), บังบาย (กระบี่), บังบายต้น (ตรัง)

สรรพคุณทางยา :

  • ราก รสเย็นเมาเบื่อ แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย แก้ครั่นเนื้อครั่นตัวดับร้อน

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : เข้ายาขาง รวมขางหัวหมู ขางขาว ขางแดง แก้อาการมุมปากเปื่อย ลิ้นเปื่อย นำมาฝนกับน้ำดื่ม

  • ขมิ้นเครือ

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Arcangelisia flava (L.) Merr.

ชื่ออื่นๆ : ผ้าร้ายท่อทอง, มันแดง, แหนเครือ, ขมิ้นฤาษี

สรรพคุณทางยา :

  • เถา รสร้อนฝาดเฝื่อนร้อน ใช้ขับผายลมและเรอ รักษาเนื่องจากน้ำดีพิการ ต้มดื่มแก้ไข้ ร้อนใน แก้ท้องเสีย เนื่องจากอาหารไม่ย่อย แก้ดีซ่าน
  • ใบ รสร้อนฝาดเฝื่อน ขับโลหิตระดู ที่เสียเป็นลิ่มเป็นก้อนให้ออกมา ขับน้ำคาวปลา แก้มุตกิต
  • ดอก รสฝาดเฝื่อน รักษาอาการบิดมดลูก
  • ราก ใช้ขับลมแก้ลมอัมพฤกษ์ บำรุงน้ำเหลือง ฝนหยอดตา แก้ริดสีดวงตา แก้กระจกตา ตาแดง ตาแฉะ ตามัว และตา อักเสบ

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : ใกล้ฤดูทำนาชาวบ้านเอามาทุตากแห้งไว้ เมื่อถึงฤดูทำนา ขณะไถนาเอาจุดไล่ลิ้น ไล่ยุง ไล่ผึ้ง ในขณะทำนาเอาเหน็บไว้ที่เอว หรือไว้ที่รถไถ ควันจะช่วยไล่ลิ้น ยุงไม่ให้เข้ามาใกล้

  • ข่อย

ชื่อวิทยาศาสตร์ : Streblus asper Lour.

ชื่ออื่นๆ : กักไม้ฝอย (ภาคเหนือ), ข่อย (ทั่วไป), ตองขะแน่ (กาญจนบุรี), ส้มผ่อ (อีสาน), สะนาย (เขมร), ส้มพอ (เลย), ขันตา (ใต้)

สรรพคุณทางยา :

  • ใบ รสฝาดเมา ตำคั้นผสมน้ำข้าวทำให้อาเจียน ถอนพิษยาเบื่อยาเมาหรืออาหารแสลง ชงกับน้ำร้อนดื่มแก้ระบา
  • ท้อง แก้ปวดท้องขณะมีประจำเดือน แก้ปวดเมื่อย ขับผายลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ
  • เปลือกต้น รสฝาดเมา ดับพิษกระดูกในเส้น แก้พยาธิผิวหนัง เรื้อน มะเร็ง ดับพิษทั้งปวง แก้โรคฟัน รักษาฟันให้แข็งแรง รำมะนาด
  • กระพี้ รสฝาดเมาแก้พยาธิ แก้มะเร็ง ฝนกับน้ำปูนใสแก้ผื่นคัน
  • ราก รักษาบาดแผล
  • ลูก รสเมาหวานน้อย บำรุงธาตุแก้ลม แก้กระษัย ขับลมจุกเสียด เป็นยาอายุวัฒนะ
  • เมล็ด รสมันน้อย ทำให้เจริญอาหาร ขับผายลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้โลหิตและลม

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : ใบใช้นำมาขัดฟันขาว รากนำมาต้มใส่เหลืออมแก้ปวดฟัน, นำใบหนึ่งว่องมือ (กำระหว่างนิ้วโป้งกับนิ้วชี้) ตัดหัวท้ายต้มกิน แก้ปวดเยี่ยวคั่น รักษานิ่ว มีฤทธิ์ร้อน

  • ขางขาว

ชื่อวิทยาศาสตร์ : -

ชื่ออื่นๆ : ถอบแถบเครือ, กะลำเพาะ, จำเพาะ, ถอบแถบ, ขาวน้ำครั่ง, ขี้อ้ายเครือ, เครือไหลน้อย, ตองตีน, ลาโพ

สรรพคุณทางยา :

  • ใบ รสเฝื่อนเล็กน้อย แก้เจ็บหน้าอก
  • ทั้งต้น รสเฝื่อนเล็กน้อย แก้พิษตานซาง แก้ไข้ ขับพยาธิ
  • ราก รสเฝื่อน แก้ไข้

การใช้ประโยชน์ในท้องถิ่น : เข้ายาแก้ข้างเข้าไส้, ขางในปาก ใช้ฝนกิน

 

 

ด้านอาหาร

ในอดีตบริเวณภาคเหนือของไทยเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรล้านนามาก่อน ช่วงที่อาณาจักรแห่งนี้เรืองอำนาจ ได้แผ่ขยายอาณาเขตเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น พม่า ลาว และมีผู้คนจากดินแดน ต่าง ๆ อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในดินแดนแห่งนี้ จึงได้รับวัฒนธรรมหลากหลายจากชนชาติต่าง ๆ เข้ามา ในชีวิตประจำวันรวมทั้งอาหารการกินด้วย

อาหารของภาคเหนือ ประกอบด้วยข้าวเหนียวเป็นอาหารหลัก มีน้ำพริกชนิดต่าง ๆ เช่น น้ำพริกหนุ่ม น้ำพริกอ่อง มีแกงหลายชนิด เช่น แกงโฮะ แกงแค นอกจากนั้นยังมีแหนม ไส้อั่ว แคบหมู และผักต่าง ๆ สภาพอากาศก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้อาหารพื้นบ้านภาคเหนือแตกต่างจากภาคอื่น นั่นคือ การที่อากาศหนาวเย็นเป็นเหตุผลให้อาหารส่วนใหญ่มีไขมันมาก เช่น น้ำพริกอ่อง แกงฮังเล ไส้อั่ว เพื่อช่วยให้ร่างกายอบอุ่น อีกทั้งการที่อาศัยอยู่ในหุบเขาและบนที่สูงอยู่ใกล้กับป่า จึงนิยมนำ

พืชพันธุ์ในป่ามาปรุงเป็นอาหาร เช่น  ผักแค บอน หยวกกล้วย ผักหวาน ทำให้เกิดอาหารพื้นบ้าน ชื่อต่าง ๆ เช่น ยำแกงแค แกงหยวกกล้วย แกงบอน ยำเย็น

อาหาร

แกงผักกูด

ส่วนผสม

  • ผักกูด
  • เนื้อปลา
  • มะเขือเทศ
  • เครื่องแกง
  • ตะไคร้
  • กะปิ
  • เกลือ
  • มะนาว หรือช่วงมะนาวแพงก็ใส่น้ำมะขามเปียก
  • พริกชี้ฟ้า ล้างสะอาด หั่นหยาบ
  • หอมแดง ปอกเปลือก ล้างสะอาด หั่นหยาบ
  • กระเทียม ปอกเปลือก ล้างสะอาด หั่นหยาบ

วิธีทำอาหาร

  1. โขลกเครื่องแกงอย่างอื่นก่อนแล้วค่อยบุบพริกชี้ฟ้าทีหลังเพราะที่บ้านไม่ทานเผ็ด
  2. น้ำสะอาดหรือน้ำซุปตั้งไฟ พอเดือด ใส่พริกแกง
  3. เดือดอีกรอบหนึ่งใส่ปลาต้มให้สุก
  4. ใส่ผักกูด
  5. ปรุงรสด้วยน้ำปลา มะนาวหรือช่วงมะนาวแพงก็ใส่นำมะขามเปียก  แต่ที่สวนพอมีมะนาวแป้นพิจิตรอยู่บ้าง เลยใช้มะนาว
 

 

ยำมะแปบ

ส่วนผสม

  • ถั่วแปบ
  • หมูสับ
  • ข่าโขลก
  • หอมแดงซอย
  • กระเทียมเจียว
  • ผักชีซอย
  • ต้นหอมซอย
  • กระเทียมสับ
  • น้ำมันพืช

เครื่องแกง

  • พริกขี้หนูแห้ง
  • กระเทียม
  • หอมแดง
  • ข่าหั่น
  • ตะไคร้ซอย
  • กะปิ

วิธีทำ

  1. ถั่วแปบต้มสุก หั่นละเอียด พักไว้
  2. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
  3. เจียวกระเทียมกับน้ำมัน ใส่เครื่องแกงลงผัดให้หอม
  4. ใส่หมูสับ ผัดให้หมูสุก
  5. ใส่ข่าโขลก
  6. ใส่ถั่วแปบ ผัดให้เข้ากัน พอสุก ปิดไฟ โรยด้วย กระเทียวเจียว หอมแดงซอย ผักชี ต้นหอม
 

 

หอยจูบ

ส่วนผสม

  • ใบผักอี่ตู่ (แมงลัก)
  • ใบผักอีเลิศ (ใบชะพลู)
  • ข่า
  • ตะไคร้
  • พริก
  • ข้าวเบือ (ข้าวเหนียวแช่)
  • กระเทียม
  • หอมแดง
  • ต้นผักกะแยง
  • น้ำปลา
  • เกลือ
  • น้ำปลาร้า

วิธีทำ

  1. นำหอยจูบมาตัดก้นให้สะอาด
  2. นำหม้อใส่น้ำ แล้วเอาหอยใส่
  3. ตำพริก กระเทียม หอมแดง เกลือ ข้าวเปือก หรือ ข้าวแช่ รวมกันให้ละเอียด
  4. ตักหอยใส่หม้อ ข่าสับ ตะไคร้หั่น เป็นท่อน ๆ ใส่หม้อ
  5. ยกขึ้นตั้งไฟพอหอยสุกเอาข้าวเบือ ตำให้ละเอียดใส่ในหม้อ คนให้เข้ากัน จนข้าวเบือสุก ใส่ผักอีตู่ ใบอีเลิศ หรือ ผักกะแยง ปรุงรสด้วยเกลือ น้ำปลาร้า น้ำปลา
 

 

แกงหน่อไม้ใบย่านาง

ส่วนผสม

  • ใบย่านาง
  • หอมแดง
  • ชะอมเด็ด
  • ใบแมงลัก เด็ดเป็นใบ
  • น้ำปลาร้า (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้)
  • พริกสด หรือพริกแห้ง ปริมาณตามชอบ
  • ข้าวเหนียวดิบแช่น้ำ 1/4 ถ้วย
  • หน่อไม้สด หรือหน่อไม้รวกหั่นเป็นชิ้น ต้มสุก
  • ผักตามชอบ (เช่น ฟักทอง ข้าวโพดอ่อน กระเจี๊ยบเขียว)
  • เห็ดตามชอบ หั่นเป็นชิ้น (เช่น เห็ดหูหนู เห็ดขอนขาว เห็ดชิเมจิ เห็นฟาง)

วิธีทำ

  1. นำใบย่านางมาขยำกับน้ำ จากนั้นกรองเอาเฉพาะน้ำ เตรียมไว้
  2. โขลกพริกสดกับหอมแดง และข้าวเหนียวแช่น้ำเข้าด้วยกันจนละเอียด เตรียมไว้
  3. ใส่น้ำใบย่านางลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ ใส่เครื่องที่โขลกไว้ และตะไคร้ทุบ ลงไปคนผสมให้เข้ากัน รอจนเดือด ใส่หน่อไม้ต้มสุกลงไป คนผสมให้เข้ากัน รอจนเดือดอีกครั้ง
  4. ใส่ผักสด และเห็ด ลงไปต้ม ปรุงรสด้วยน้ำปลาร้า (สามารถเพิ่มพริกทุบลงไปเพิ่มความเผ็ดได้) ชิมรสตามชอบ ต้มจนเดือดอีกครั้ง สุดท้ายใส่ชะอม และใบแมงลัก คนพอเข้ากัน ยกลงจากเตา ตักใส่ถ้วย
 

 

แกงหน่อหวาย

ส่วนผสมแกงหน่อไม้

  • หน่อไม้สดหั่นบาง 2 ถ้วย 2. ชะพลู 10 ใบ
  • ชะอมเด็ด 1 ถ้วย 4. ย่านาง 5 ใบ

เครื่องแกงแกงหน่อไม้

  • พริกขี้หนู 10 เม็ด 2. กระเทียม 10 กลีบ
  • หอมแดง 5 หัว 4. ตะไคร้ซอย 1 ช้อนโต๊ะ
  • กะปิ 1 ช้อนชา 6. ปลาร้าต้มสุก 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ 1/2 ช้อนชา

วิธีทำแกงหน่อไม้

  1. หน่อไม้แกะเปลือกออก หั่นบางๆ นำไปต้มให้สุก จนมีรสหวาน
  2. โขลกใบย่านางให้ละเอียด นำไปคั้นเอาแต่น้ำ ใส่ลงในหม้อต้มหน่อไม้
  3. โขลกเครื่องแกงรวมกันให้ละเอียด
  4. ใส่เครื่องแกงลงในหม้อ ต้มสักพัก จนเครื่องแกงสุก
  5. ใส่ผักชะอม ใบชะพลู ปรุงรสตามชอบ
 

 

เคล็ดลับในการปรุง

  • การต้มหน่อไม้ ให้ใส่หน่อไม้ในขณะที่เริ่มตั้งหม้อ เมื่อหน่อไม้สุกแล้ว จะช่วยลดความเฝื่อนของหน่อไม้ได้
  • การใส่น้ำใบย่านาง จะช่วยให้แกงมีรสชาติกลมกล่อม

เคล็ดลับในการเลือกส่วนผสม

  • เลือกหน่อไม้ที่อ่อนและสด ถ้าเป็นหน่อไม้ไล่ แกะเปลือกออกแล้วทุบให้บุบพอแตกก่อนนำไปต้ม เครื่องแกงจะเข้าไปในเนื้อหน่อไม้
 

 

4.สถานที่หรือจุดสำคัญของชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้

เป็นการท่องเที่ยวเชิงพิธีกรรมในช่วงหมู่บ้าน มีพิธีกรรม พิธีกรรมมัดมือ เชื่อกันว่าในร่างกายคนเรามี "ขวัญ" (ซึ่งมีประจำตัวของแต่ละคน) อยู่ในร่างกาย และเชื่อว่า "ขวัญ" ชอบที่จะหนีไปท่องเที่ยวตามความต้องการของมันเอง และก็อาจจะถูกผีร้ายต่าง ๆ ทำร้ายจึงต้องเรียกฯ ”ขวัญ" กลับมาจะประกอบพิธีมัดมือก่อนจะมีการจัดทำพิธีลงโฮงหนึ่งวัน “เป็นช่วงที่บุคคลภายนอกหมู่บ้านเข้าไปดูและศึกษาได้

- วิถีชีวิตของพี่น้องกะเหรี่ยง การทอผ้ากะเหรี่ยง

กล่าวโดยสรุป คือ ชนเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวง เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง วิถีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวกะเหรี่ยง เกี่ยวข้องกับมิติทางนิเวศทั้งทางวัตถุและทางจิตวิญญาณ เป็นภูมิปัญญาพื้นฐานทางนิเวศโบราณ ชาวกะเหรี่ยงมีวิถีปฏิบัติที่เคารพ อ่อนน้อม ต่อธรรมชาติทางจิตวิญญาณสะท้อนให้เห็นถึงวิถีแห่งภูมิปัญญาตะวันออก ที่มีลักษณะเป็นโลกแห่งข่ายใยพลังงาน (Web of Energy) และมีความเป็นองค์รวม (Holism) เป็นวิถีเก่าแก่ที่พบทั่วไปในชนพื้นเมือง วิถีแห่งวัฒนธรรมหรือภูมิปัญญาทางนิเวศดังกล่าว ทำให้เกิดพื้นที่ป่าแห่งจิตวิญญาณ และพื้นที่เกษตรแห่งจิตวิญญาณ ดังนั้นการที่สิ่งแวดล้อมทางวัตถุ(ทรัพยากรชีวภาพ) จะได้รับการดูแลรักษา สิ่งแวดล้อมทางนามธรรม (ความเชื่อ-คุณค่าทางจิตวิญญาณ) ต้องให้ความสำคัญสูงเช่นเดียวกัน นอกจากนี้ความเคารพและกตัญญูต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ และระบบเฒ่าแก่ของชุมชน ทำให้เกิดสำนึก รำลึกคุณ ละอายไม่กล้าตัดต้นไม้และทำลายธรรมชาติในพื้นที่ที่ประกอบพิธีกรรมของชนเผ่า การที่พื้นที่ป่าและพื้นที่ทำการเกษตร เป็นพื้นที่สงวนทางนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ที่ให้ประโยชน์ต่อชุมชน ในหลากหลายมิติ ทำให้ชุมชนเห็นความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยง มีอำนาจหรือมีสิทธิ ในการดูแลพื้นที่ป่าในชุมชนและในการใช้แสดงออกถึงวิถีวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองของตนอย่างอิสระและเต็มความสามารถในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระดับพื้นที่ เช่น พื้นที่ทำการเกษตร นอกจากจะให้บทบาทแก่คนพื้นถิ่นได้เข้ามามีส่วนร่วมแล้ว ยังต้องให้ความสำคัญหรือสิทธิแห่งความรู้หรือภูมิปัญญา อันเป็นศาสตร์หรือวิชาดั้งเดิมของท้องถิ่น ที่แทรกซ่อนในสิ่งที่เรียกว่าวิถีวัฒนธรรม ซึ่งมีลักษณะเป็นวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมแบบองค์รวม ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมทางวัตถุและสิ่งแวดล้อมทางจิตวิญญาณ วันนี้ภาพของคนกะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวงที่เข้ามาช่วยการฟื้นฟูพื้นที่ป่าในการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชและสมุนไพรท้องถิ่น จึงเป็นการแสดงให้เห็นถึงการรักษาวิถีวัฒนธรรมชนเผ่าพื้นเมืองของตน และถ่ายทอดไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานสืบไปให้เกิดความยั่งยืน

 

 

5.แผนที่แสดงจุดสำคัญในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

พิกัด [ละติจูด 17.878285 ] [ลองจิจูด 99.524836]

ผู้ให้ข้อมูล

  • นายรณเกียรติ คำน้อย ปัจจุบันเป็นผู้ใหญ่ บ้านแม่พุงหลวง ตำบลแม่พุง อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่
  • นายผัดขวา อ้ายชอง ปัจจุบันอายุ ๖๙ ปี อยู่บ้านเลขที่ ๑๖๑หมู่ที่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ เป็น ผู้นำทางจิตวิญญาณ หรือ "เก๊าผี" หรือปู่ตั้งข้าว" เป็นผู้นำการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ตามวัฒนธรรมความเชื่อของคนในหมู่บ้าน
  • นายแหว หล้าวัน ปัจจุบันอายุ ๖๗ ปีอยู่บ้านเลขที่ ๘๘ หมู่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ เป็นผู้นำทางด้านภูมิปัญญาและสมุนไพรพื้นบ้าน
  • นาง ต๋วน จันทร์ศรีแก้ว   หมู่ ๑๕ ตำบลแม่พุงหลวงอำเภอวังชิ้นจังหวัดแพร่ การทอผ้ากะเหรี่ยงของชนเผ่ากะเหรี่ยงบ้านแม่พุงหลวงมีมาแต่ดังเดิมเนื่องจากชนเผ่ากะเหรี่ยงนั้นมีความเคร่งครัดทางด้าน ประเพณีวัฒนธรรม และพิธีกรรมต่างๆ และยังมีผู้สืบทอดอยู่ และชาวบ้านอีกหลายคน
  • นายติ๋บ ล่าบือ บ้านเลขที่ 116 เป็นผู้ที่ช่วยเติมเต็มข้อมูลในส่วนที่ขาด ผู้รู้ในชุมชนในหลายๆด้าน

 

รูปกิจกรรม

เสริมสร้างความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การใช้ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลรักษาแหล่งชุมชนเน้นสุขภาพผู้สูงอายุ แนะนำการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน สภาพแวดล้อม สิ่งอานวยความสะดวก

ติดต่อเรา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
เลขที่ 17 หมู่ที่ 3 ต.แม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่ 54140
โทร: 0 5464 8593-5
Fax: 0 5464 8374 , 0 5464 8596

จำนวนผู้เข้าชม

0

ผู้เยี่ยมชมวันนี้

0

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด