ประวัติศาสตร์พระธาตุพระลอ จัดการความรู้การความรู้การพัฒนาชุมชนต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ผู้สูงอายุ

จัดการความรู้การพัฒนาชุมชนต้นแบบแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพผู้สูงอายุจังหวัดแพร่

บ้านธาตุพระลอ ตำบลบ้านกลาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่

พิกัด [ละติจูด 18.475161 ] [ลองจิจูด 100.200720]

ส่วนขยายของแผนที่

1.ข้อมูลพื้นฐานแหล่งท่องเที่ยว

1.1 สถานการณ์ผู้สูงอายุ

มีการสร้างโรงเรียนผู้สูงอายุตั้งอยู่ที่ องค์การบริหารส่วนตำบล สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพกาย ใจ จิตดีไม่เครียดเป็นสถานที่จัดกิจกรรมผ่อนคลายให้กับผู้สูงอายุ ที่จะต้องเตรียมความพร้อมรองรับการเป็นสังคมผู้สูงอายุ ที่กำลังจะมาถึง เพราะผู้สูงอายุถือเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคต่างๆ

สาเหตุมาจากความเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกายและโรคประจำตัวเรื้อรัง ซึ่งต้องได้รับการดูแลที่แตกต่างไปจากผู้ป่วยในกลุ่มอื่น นอกจากนี้การเจ็บป่วยของผู้สูงอายุอาจเกิดขึ้นกับอวัยวะต่างๆ ในเวลาเดียวกัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ผู้สูงอายุควรดูแลตนเองให้แข็งแรงตั้งแต่อายุน้อยเพื่อเป็นผู้สูงอายุที่แข็งแรงและมีความสุข

 

 

1.2 ประวัติศาสตร์แหล่งท่องเที่ยว (ชุมชน)

ประวัติศาสตร์พระธาตุพระลอ

ชุมชนโบราณในจังหวัดแพร่มีกระจายอยู่ในพื้นที่หลายอำเภอ อำเภอที่มีแหล่งชุมชนโบราณตั้งอยู่มากที่สุดคืออำเภอลองและรองลงมาคืออำเภอเมืองแพร่ จึงเป็นสิ่งยืนยันถึงความเจริญรุ่งเรืองของบ้านเมืองในเขตพื้นที่ต้นน้ำแม่ยม อันเป็นที่ตั้งของจังหวัดแพร่ในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ชุมชนโบราณในจังหวัดแพร่ที่แสดงถึงร่องรอยความเจริญของพื้นที่จังหวัดแพร่ชุมชนแรกที่วังฟ่อนดอทคอมขอนำเสนอคือ เมืองสองหรือเมืองสรอง ตั้งอยู่ที่บ้านต้นผึ้ง ตำบลบ้านกลาง อำเภอสอง บนฝั่งแม่น้ำสองหรือแม่น้ำกาหลง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำยมเมืองสองเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ ๑๒๐ ไร่ มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบ ๓ ชั้น ไม่ปรากฏหลักฐานว่าสร้างขึ้นเมื่อใดและคนกลุ่มใดเป็นผู้สร้าง นักโบราณคดีสันนิษฐานว่าพระเพื่อนพระแพงในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ บริเวณพื้นที่ในเขตคันดินซึ่งเป็นกำแพงเมืองลักษณะเป็นเนินดินสูงประมาณ ๔ - ๕ เมตร พบเศษภาชนะดินเผาทั้งชนิดธรรมดา ชนิดเคลือบและชนิดแกร่งเป็นจำนวนมากจากเตาเผาในพื้นที่เมืองพะเยา และปรากฏร่องรอยซากเจดีย์วัดร้าง ๒ แห่ง ปัจจุบันชาวบ้านได้ใช้พื้นที่ทำการเพาะปลูกข้าวโพด ทำสวน ทำให้ซากวัดและเจดีย์ถูกทำลายจนหมดสิ้น ด้านนอกกำแพงเมืองทิศตะวันออกเฉียงเหนือมีซากเจดีย์เก่าแก่ ในอดีตชาวบ้านเรียกว่าธาตุหินส้ม และเรียกชื่อเมืองนี้ว่า เมืองหินส้ม

ปัจจุบันธาตุหินส้มได้รับการบูรณะและสร้างวัดขึ้นโดยให้ชื่อว่า วัดพระธาตุพระลอ เวียงสองหรือเมืองสองหรือเวียงหินส้มนี้ถูกทิ้งร้างมานานนับ ๑๐๐ ปี และได้รับการบูรณะตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕เวียงเทพ ตั้งอยู่ที่บ้านร่องถ่าน ตำบลห้วยหม้าย อำเภอสอง จังหวัดแพร่ บริเวณทุ่งนาด้านหลังของโรงเรียนเวียงเทพในปัจจุบัน เวียงเทพหรือเมืองเวียงเทพเป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่กว่าเมืองสอง และเป็นอีกแห่งหนึ่งที่ถูกทิ้งร้างมาเป็นเวลานานกว่า ๑๐๐ ปี ตำนานการสร้างเวียงเทพที่ชาวบ้านในท้องถิ่นเล่าต่อกันมาว่าเมืองนี้สร้างขึ้นมาพร้อม ๆ กับเมืองสอง โดยกลุ่มที่สร้างคือพวกม่าน เวียงเทพเป็นชุมชนโบราณที่คูน้ำและคันดินล้อมรอบ ๑ ชั้น เมื่อประมาณ ๖๐ กว่าปีที่ผ่านมา บริเวณเมืองเป็นป่ามีต้นไม้หนาแน่น มีผู้พบภาชนะดินเผาทั้งชนิดธรรมดา ชนิดเคลือบและชนิดแกร่ง ซากสถูปเจดีย์ของวัดล้างภาในแนวกำแพงดิน แต่ปัจจุบันแนวกำแพงดินถูกขุดไถทำลาย เหลือเป็นเนินดินเตี้ย ๆ ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนซากวัดและเจดีย์ตลอดจนเศษภาชนะที่เคยปรากฏอยู่ถูกขุดไถทำลายจนหมดเพื่อใช้พื้นที่ทำนา

วัดพระธาตุพระลอตั้งอยู่หมู่ที่ ๑ บ้านพระธาตุพระลอ ตำบลบ้านกลาง ห่างจากตัวอำเภอสองประมาณ ๒ กิโลเมตร ห่างจากศาลากลางจังหวัดแพร่ ๕๑ กิโลเมตร บนฝั่งแม่น้ำสอง มีเนื้อที่รวม ๑๑ ไร่ ๓ งาน ๕๑ ตารางวา เดิมเป็นวัดร้างอยู่นอกกำแพงเมืองสรองซึ่งเป็นเมืองโบราณที่กล่าวถึงในวรรณคดีไทยเรื่องลิลิตพระลอ ครั้งอดีตชาวบ้านเรียกว่าธาตุหินส้ม เพราะแต่เดิมก่อนจะมีการบูรณะพระธาตุนั้นมีซากอิฐและหินกองใหญ่มีรสเปรี้ยว ต้นไม้ตลอดแนวเถาวัลย์ปกคลุมจึงเรียกว่าธาตุหินส้ม ราว พ.ศ. ๒๔๖๐ ศรัทธาประชาชนอำเภอสองได้ร่วมกันบริจาคทรัพย์ โดยมีนายส่างไส เป็นหัวหน้าช่างก่อสร้างเจดีย์ขึ้นใหม่ทับองค์เดิมรูปแบบเจดีย์ฐานย่อเก็จลักษณะศิลปะพม่า ขณะนั้นเป็นวัดที่ยังไม่มีพระภิษุจำพรรษา ราว พ.ศ. ๒๔๙๕ เป็นต้นมาทางคณะสงฆ์พร้อมด้วยข้าราชการประชาชนได้ร่วมกันพัฒนาวัดโดยการสร้างศาลาการเปรียญ หล่อพระพุทธรูปพระประธาน โดยมีชาวบ้านต้นผึ้งเป็นศรัทธาดูแลอยู่ในขณะนั้น ภายหลังราว พ.ศ. ๒๕๐๒ ชาวบ้านต้นผึ้งจำนวน ๗ครอบครัวได้อพยพขึ้นมาบุกเบิกทำไร่ทำนา ใกล้กับวัด ประชากรเพิ่มขึ้นตามลำดับ พ.ศ. ๒๕๓๕ ทางราชการได้แบ่งเขตการปกครองแยกออกจากบ้านต้นผึ้งเป็นบ้านพระธาตุพระลอ จนถึงปัจจุบัน

เป็นพระธาตุเก่าแก่ มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่น่าศึกษาเรียนรู้ อายุกว่า 400 ปี   ประดิษฐิ์สถานอยู่ในวัดพระธาตุพระลอ  หมู่ที่ 1 ตำบลบ้านกลาง  อำเภอสอง จังหวัดแพร่  มีท่านพระครูไพรโรจน์พัฒนโกศล  เป็นเจ้าอาวาส  ซึ่งท่านยังเป็นเจ้าตำรับยาสมุนไพรหมอพื้นบ้าน และความเชื่อทางจิตวิญาณ ที่ชาวบ้านให้ความเชื่อถือ  กิจกรรมประเพณีเด่นประจำปี คืองานประเพณีสรงน้ำพระธาตุในเดือน เมษายน ของทุกปี และประเพณีการตักบาตรข้ามคืน(เป็งพุธ) ทุกวันพระขึ้น 15 ที่ตรงกับวันพุธ ตลอดทั้งปี 

 

 

1.3 สภาพโดยทั่วไปของแหล่งท่องเที่ยว (ชุมชน)

ยุคสมัยตอนต้น

เมื่อก่อนเป็นคนบ้านเตาปูนกับบ้านเหล่าเหนือและบ้านต้นผึ่งได้อพยพขึ้นมาตั้งถิ่นฐานอยู่บ้านต้นผึ่ง หมู่ 11 ตำบลบ้านกลาง เนื่องจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมทำให้มีการเข้ามาจับจองสถานที่เพื่อตั้งที่อยู่อาศัยต่อมาได้มีการบูรณะพระธาตุโดยปู่สางไสเป็นคนแรก(เป็นชาวเงี้ยว)ที่เข้ามาบูรณะและเมื่อก่อนชื่อธาตุหินส้ม

ยุคสมัยตอนกลาง

สถานที่ลิลิตพระลอในอดีตเป็นเมืองเก่าแก่หรือเวียงสองเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเมืองสรองที่เดิมก่อนนั้นชื่อเวียงหินส้มโดยมีพระธาตุพระลอก่อนนั้นเดิมชื่อพระธาตุหินส้มไม่ใช่พระธาตุพระลอในปัจจุบันถูกขนานนามอยู่ในช่วงของปี 2491 ที่ท่าน สว่าง อุปถัมภ์ นายอำเภอสองมาดำรงตำแหน่งที่ตรงนี้เดิมเก่าแก่ถูกบูรณะมา 4 ครั้ง ละครั้งแรกโดยคนเงี้ยวในเมื่อก่อนเมืองแพร่เรานั้นมีเรื่องของกบฏเงี้ยวต่างๆแตกหนีมามีฐานะมั่งคั่งร่ำรวยต่อมาคนแรก ปู่สางไส มาบูรณะพระธาตุองค์แรกและเป็นคนแรกเลยที่ได้มาสร้างบ้านเรือนอยู่และมาพัฒนาจากนั้นมาปู่สางไสได้เสียชีวิตลงก็ได้เป็นสถานที่ล้างไว้หลายปีก็มีนายอำเภอสว่าง อุปถัมภ์ ขึ้นมาบูรณะต่อพระธาตุนี้ โดยเดิมพระธาตุไม่มีชื่อแต่เดิมชื่อพระธาตุหินส้มต่อมานายอำเภอได้กำหนดเอามาขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เดือน(เหนือ)ของทุกปีหรือเดือน 5 ใต้ เป็นวันขึ้นพระธาตุเพื่อที่จะให้ยกย่องเชิดชูพระธาตุหินส้มและพระธาตุองค์ไหนที่มีพระสารีริกธาตุจะเรียกว่าพระธาตุพระลอและชื่อหมู่บ้านเป็นบ้านพระลอในสมัยนั้นวรรณกรรมพระลอ

เดิมชื่อเมืองสองเป็นที่มาเก่าแก่ยาวนานโดยเอาเรื่องราวต่างๆมาเชื่อมโยงกัน เช่น พื้นที่ ภาษาศาสตร์ ประวัติศาสตร์ นำมาวิเคราะห์ปรากฏมีภาษาของคนเมืองสองผสมผสานอยู่เป็นต้นกำเนิดในเรื่องพระลออีกเรื่องหนึ่งการเคารพนับถือปู่เจ้าสมิงพรายมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องพระลอช่วงปี 2540 อำเภอสองสืบค้นข้อมูลให้เป็นรูปธรรมและสร้างแหล่งเรียนรู้ 2546 ถูกโยกงบประมาณไปอีกปีหนึ่งต่อมาอีกครั้งงบประมาณมาจากจังหวัดเข้ามาพัฒนาสถานที่ลิลิตพระลอให้มีความสวยงามยิ่งขึ้นเก่าเดิมในปี 2548 สร้างสถานที่เรียนรู้ กับ แหล่งท่องเที่ยวภายในอำเภอสองและจังหวัดแพร่ก่อนถึงปัจจุบันก็มีงบประมาณเข้ามาสนับสนุนต่อภายในปี 2562 จะมีการบูรณะอีกครั้ง

สมัยปัจจุบัน

“คำว่า พระธาตุพระลอ เกิดจากนายอำเภอคนแรกได้นำผงพระสารีริกธาตุที่จังหวัดมาบรรจุไว้บนปลายยอดฉัตรเจดีย์จะมีพระสารีริกธาตุบรรจุอยู่และได้เรียกขนานนามกันว่า พระธาตุลิลิตพระลอ มีการบูรณะหรือสร้างตรงกับ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 7 เดือน(เหนือ) ตรงกับเดือนเมษายนของทุกปีและมีการนำเอาประวัติศาสตร์ที่ได้เล่าเรื่องพระลอกับศาลเจ้าปู่สมิงพรายมีความเกี่ยวข้องกับเมืองสองและได้สร้าง อนุสาวรีย์พระลอพระเพื่อนพระแพง”เป็นสถานที่สักการะและเคาระนับถือของชาวเมืองสองทุกคนได้สร้างบ้านเรือนมากขึ้นเป็น 3 หมู่บ้านในพื้นที่ตรงนั้นคือ บ้านต้นผึ่งหมู่ที่ 11 บ้านเหล่าเหนือหมู่ที่ 4 บ้านธาตุพระลอหมู่ที่ 1 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

อาณาเขตติดต่อ

  • ทิศเหนือ ติดกับ เขตตำบลเตาปูน อำเภอสอง จังหวัดแพร่
  • ทิศใต้ ติดกับ เขตตำบลบ้านหนุน อำเภอสอง จังหวัดแพร่
  • ทิศตะวันออก เขตตำบลเตาปูน อำเภอสอง และ อำเภอร้องกวาง จังหวัดแพร่
  • ทิศตะวันตก ติดกับ เขตอำเภองาว จังหวัดลำปาง
 

 

1.4 ลักษณะทางเศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม

ประชากรส่วนใหญ่ทำการเกษตร มีรายได้จากการปลูกพืชเศรษฐกิจ เช่น ข้าวปี นาปรัง ข้าวโพด เลี้ยงสัตว์ กะหล่ำปลี และพริก มีลูกหลานประกอบอาชีพรับราชการเป็นบางส่วน ค้าขาย รับจ้างทำไป รายได้เฉลี่ยของประชากร ต่อคนต่อปี 31,291 บาท

ข้อมูลพื้นที่ป่าที่ดูแลรักษา/สภาพพื้นที่ในการดำเนินงานและจุดเด่นของพื้นที่

พื้นที่น้ำที่ชุมชนดูแลอานพื้นปาสงวนแห่งชาติห้วยหินพื้นที่ป่า ทั้งหมด2001 ไร่ และได้รับอนุมัติจากกรมปาไม้ให้เป็นปาชุมชนเฉลิมพระเกียรติ ตามโครงการปาชุมชนประจำปีงบประมาณ 2543 – ปัจจุบัน พื้นที่ 109 ไร่ 1 งาน 50 ตารงวาลงวันที่ 9 ก.พ. 2544 มีแนวเขตบาติดต่อกัปชุมชนห้วยป้อม ต.ปานหนุนอ.สองสภาพพื้นที่เป็นภูเขาที่ราบมีความอุดมสมบูรณ์ มีพันไม้และสมุนไพรที่นำสนใจและควรแก่การอนุรักษ์ ขึ้นอยู่รวมกันหลายชนิดมีลำน้ำห้วยหินไหลผ่านตลอดปี

 


 

2.ข้อมูลพื้นฐานด้านความเชื่อ

2.1 แผนภูมิพิธีกรรมในรอบปี

 

2.2 เจ้าพ่อ/ผี และที่มาของความเชื่อ

2.2.1.ปู่เจ้าสมิงพราย

คือความเชื่อ ด้านจิตวิญญาณ ที่มีมาแต่โบราณสืบทอด ที่มีประวัติความเป็นมาตามตำนานลิลิตพระลอ จากอดีตจนถึงปัจจุบัน สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในความเชื่อ  คือ มีศาลปู่เจ้า ที่ผู้มีความเชื่อมาขอพรให้มีความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา  และมีร่างทรงของปู่เจ้าสมิงพราย ที่ผู้มีความเชื่อทางจิตวิญญาณ มาขอความช่วยเหลือ เช่น การเจ็บปวด ซึ่งเป็นทางเลือกสุดท้ายของผู้มีปัญหา ที่แสวงหากำลังใจแก่ตนเอง

ตำนานประวัติศาสตร์ของพระลอกับเจ้าปู่สมิงพรายคือเล่ากันว่าในสมัยปู่เจ้าสมิงพรายเมื่อก่อนจะมี 3 ศาลมีลักษณะทรงไทยมี 3 มุก ก่อนปี 2526 เกิดภัยระบาดมีคนตายนับสิบๆคนมีการทำพิธีแก้มีชาวบ้านได้ช่วยกันขึ้นมาตั้งศาลไว้ศาลหมู่บ้านหรือผีหมู่บ้านมีการเคารพนับถือกันต่อมาในช่วยปี 2530 มีการกล่าวว่าเป็นศาลปู่เจ้าสมิงพรายเลยขนานนามว่าปู่เจ้าสมิงพรายมีความผูกพันกับพระลอเกี่ยวข้องในวรรณคดีลิลิตพระลอในสมัยอยุธยาในตอนต้นมี 2 เมือง เมืองสวง กับ เมืองสอง พระลออยู่เมืองสวงแต่พระลอมาตายที่เมืองสองโดยมีปู่เจ้าสมิงพรายมาทำเสน่ห์มนต์ตราให้พระลอโดนใจเดินทางมาเมืองสองและเมืองสรองที่ตั้งอยู่จังหวัดพะเยา มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองสอง โดยปู่เจ้าสมิงพรายได้ทำเสน่ห์มนต์ตราใส่พระลอ 3 ครั้ง ครั้งแรกลูกลมไม่สำเร็จ ครั้งที่สององค์สามชายไม่สำเร็จ ครั้งที่สามสำเร็จโดยใช้ผีไปสู้รบ หัวหน้าผีคือเจ้ากุมพันให้ไปสู้รบกับพระลอและปู่เจ้าสมิงพรายเสกคาถาอาคมมนเสน่ห์เสกแมลงบินไปตกใส่หมากที่พระลอกำลังกินเข้าไปทำให้พระลอโดนใจได้เดินทางมาเมืองสองก่อนใกล้จะถึงเมืองสองระหว่างทางเห็นแม่น้ำกาหลงวนขวาเป็นสีแดงเหลือทำให้พระลอดูแล้วรางไม่ดีในตอนนั้นปู่เจ้าสมิงพรายกลัวว่าพระลอจะเดินทางกลับก็รู้ทันว่าพระลอชอบไก่ฟ้าเลยใช้ไก่เสกคาถาหลอพระลอมาในตำนานเลยเรียกว่า พระลอตามไก่ฟ้า จนมาถึงที่เมืองสองได้พบรักกับพระเพื่อนพระแพงเป็นสองพี่น้องทั้งสาวทั้งสองเลยได้หลงรักกับพระลอและเจ้าย่าของพระเพื่อนพระแพงที่มีความแค้นกับพ่อของพระลอที่ได้ฆ่าพระสวามีของพระองค์ตายคือเท้าพิมพิษสาครที่ได้ยกทัพไปต้านพ่อพระลอจะเอาเมืองสองเป็นเมืองขึ้นก็ได้ฆ่าตายบนหลังช้างโดยพ่อของพระลอคือเท้าแมทสวง และได้รู้ว่าพระลอเป็นลูกของศัตรูเมืองสองที่ได้ฆ่าพระสวามีขอเจ้าย่า เจ้าย่าสั่งฆ่าพระลอภายในตำหนักแต่ในตำหนักนั้นมี 7 คน คือ นายแก้ว นายขวัญ นางหลื่น นางรวยและส่วนพระลอกับพระเพื่อนและพระแพงได้ยื่นตายด้วยกัน 3คนได้ถ่ายทอดเรื่องราวความรักที่มีให้ต่อกันสรุปภายในตำหนักตาย 7 คน และได้บันทึกเรื่องราว สร้างเป็นอนุสาวรีย์พระลอพระเพื่อนพระแพงกับศาลปู่เจ้าสมิงพราย

และในปัจจุบันชาวบ้านในบริเวณนั่นต่างให้ความเค้ารพนับถือปู่เจ้าสมิงพลายกันมาตลอดจนถึงปัจจุบัน และยังคงบอกต่อสู่ลูกหลานเพื่อความคงอยู่ของความเชื่อของบรรพบุรุษ

พิธีกรรมบวงสรวงก่อนจะมีพิธีกรรม ดำหัวปู่เจ้าสมิงพลาย (เดือนเมษายนของทุกปี)

ของที่ใช้ในพิธีบวงสรวง

  • หัวหมู 1 หัว
  • ไก่ 2 ตัว
  • ปลานึ่งไม่ถอดเกร็ด เอาไส้ออกอย่างเดียว
  • มัน เผือก ถั่วเขียว ถัวดำ ถั่วลิสง งาขาว งาดำ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ถั่วเหลือ
  • ผลไม้ 9 อย่าง แตงโมง แตงไทย สับปะรด กล้วยน้ำว้า แอบเปิ้ล สาลี่ มะม่วง มะพร้าว
  • น้ำ 9 สี
  • ขนมหวาน 9 อย่าง

พิธีดำหัวปู่เจ้าสมิงพลาย  (วันที่ 20 เมษายน ของทุกปี )

  • ดอกไม้ธูปเทียน
  • น้ำส้มป่อย
  • หัวหมูอย่างน้อย1 หัว (ตามกำลัง)
  • ผลไม้ตามฤดู มะพร้าว กล้วยน้ำว้า

สายปู่เจ้าสมิงพลาย

2.2.2. เจ้าพ่อกุมพัน และเจ้าพ่อต่างๆ ตามสายความเชื่อ

ประวัติ

เจ้าพ่อกุมพัน (ยักษ์กุมพัน) มีภูมิลำเนาเดิมอยู่เดิมคือ มาจากจังหวัดเชียงใหม่ มีพี่ชายชื่อ พ่อขุนอังกะ ปัจจุบัน ชาวบ้านเรียกชื่อว่า เจ้าพ่อขุมพล (ยักษ์อังกะ เป็นพี่ชายของเจ้าพ่อกุมพันธ์) โยกย้ายเดินผ่านแผ่นดินมาปักหลักที่อยู่อยู่ที่ อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ชาวบ้านให้ความนับถือกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เชื่อในเรื่องของการปกปักรักษาทุกอย่างในชุมชน ในหมู่บ้าน และเชื่อในการขอให้ความช่วยเหลือ ทุกๆอย่าง ทุกด้าน และยังมี (เจ้าพ่อมหานิล) ที่ชาวบ้านได้เชิญมาอยู่ที่ตำหนักเดียวกันอีกด้วย

พิธีกรรและการบวงสรวงที่เกี่ยวข้องกับเจ้าพ่อกุมพันในรอบปี

  • จะมีการประกอบพิธีทุก วันที่ 11 เมษายนของทุกปี (จะมีการรำถวาย มีดลตรี ร้องเพลงก่อน)
  • นอกจากนั้น ก็แล้วแต่คนที่มาบนบานสานกล่าว
  • วันที่ยกเว้นการประกอบพิธี ( ช่วงเข้าพรรษา , วันพระและวันเสีย )

ขอเซ่นไหว้ในการประกอบพิธี

  • ชุดหัวหมู 3 หัว หรือ เงิน
  • เหล้าขาว 1 ขวด (เจ้าพ่อกุมพัน)
  • เบียร์ 1 ขวด (เจ้าพ่อขุมพล)
  • น้ำมะพร้าว (เจ้าพ่อมหานิล)
  • ของทั่วไป (ดอกไม้ ธูปเทียน ผลไม้ตามฤดูกาล น้ำเปล่า น้ำสี (น้ำอัดลม) น้ำส้มป่อย ขนมหวาน หมากพลู บุหรี่)
  • อาหาร ส่วนใหญ่จะเป็นของคาว เช่น แกงแค น้ำพริกผักลวก และกับข้าวตามฤดูกาล

 

สายความเชื่อแต่ละเจ้าพ่อ (เจ้าพ่อกุมพัน)

สายเจ้าพ่อกุมพัน

ร่างทรงและหมื่นตุ้มตั้งแต่ดีจนถึงปัจจุบัน

ร่างทรง

คนที่ 1 : นายจันทร์แก้ว ไม่ทราบนามสกุล

คนที่ 2 : นายจันทร์ สวยคำ

ปัจจุบัน : นายแปลก ขันตะ (อายุ 74 ปี )

การที่จะได้รับคัดเลือกเป็นร่างทรงนั้น จะถูกเลือกจกเจ้าพ่อเอง โดยมีวิธการทดสอบร่างทรงโดยวิธีต่างๆ เช่น การทำให้ร่างทรงไม่สบาย และอีกๆหลายวิธี นั่นเองจะเป็นการทดสอบร่างทรง ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นร่างทรง

หมื่นตุ้ม

คนที่ 1 : นายอ้วน กันทอง

คนที่ 2 : นายคำร้าย ปัญญาเร็ว

ปัจจุบัน : นายสิงห์คำ คำหย่อน

นายมอย เมืองแก้ว

นายสม ทองเจือ

ส่วนใหญ่การเป็นหมื่นตุ้ม (ผู้ดำเนินพิธี) เป็นการสืบทอกันในเครือญาติ

2.2.3. เจ้าพ่อฟ้ามืดห่มขาว

เป็นบรรพบุรุษของชาวบ้านบ้านเหล่าเหนือ ที่ในสมัยก่อนได้อพยพ เข้ามาอยู่ในบ้านเหล่าเหนือ ได้ทำการสร้างที่อยู่อาศัยเป็นครอบครัวแรกในพื้นที่บ้านเหล่าเหนือ ในปัจจุบันชาวบ้านบ้านเหล่าเหนือได้มีการสร้างศาลให้เป็นที่อยู่ของเจาเพื่อเป็นที่ปกปักรักษาที่ยึดเหนี่ยวจิตใจและเป็นอนุสร เพื่อแสดงความเคารพนับถือต่อเจ้าพ่อฟ้ามืดห่มขาว สืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน

เลี้ยงเดือน 4 เหนือคือเดือนมกราคม 4 ค่ำ

เดิม เลี้ยงไก่ 2 ตัว เหล้า 1 ปัจจุบัน หัวหมู 1 หัว เลี้ยงไก่ 2 ตัว เหล้า 1

 

 

2.3 พิธีกรรม ขั้นตอน การเซ่นไหว้

ประเพณีเลี้ยงผีปู่ย่า 

การเลี้ยงผีปู่ย่าทางล้านนาเป็นความสัมพันธ์ของคนล้านนากับความเชื่อในเรื่องการเลี้ยงผี ซึ่งจะเป็นผีบรรพบุรุษ จะมี 2 กรณี คือ เลี้ยงผีปู่ย่าแบบไม่มีร่างทรง และเลี้ยงผีแบบมีร่างทรง (ม้าขี่) ทั้งสองพิธีทำในช่วงวันเวลาเดี่ยวกัน จะทำในช่วงเดือน 4 เหนือจนถึงเดือน 8 เดือน 9 เหนือ โดยชาวบ้านจะหาวันเวลา ฤกษ์ยาม โดยการดูจากปฏิทิน คือ 7 ค่ำ เดือน 6 (ล้านนา)

    1. กรณีเลี้ยงผีปู่ย่าแบบไม่มีร่างทรง
      1. พิธีกรรมและขั้นตอนการเลี้ยงผี
        • ทำความสะอาดหิ้ง และหอผี
        • บอกกล่าวนัดหมายญาติพี่น้อง และมีการเก็บเงินรวบรวมเงินตามกำลังทรัพย์ที่มีเพื่อซื้อสิ่งต่างๆเพื่อเซ่นผีปู่ย่า ตั้งแต่ 20 บาท - 500 บาท
        • จัดทำอาหารหรือเครื่องเซ่นสังเวย
        • ทำพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
          • เครือญาติพี่น้องเดียวกัน จะถือว่าเป็นผีเดียวกันซึ่งจะมาชุมนุมกัน ณ หอผี หรือตูบผี
          • นำอาหารหรือเครื่องเซ่นสังเวยตั้งวางบนที่สูง
          • ผู้อาวุโส กล่าวอัญเชิญผีปู่ย่า
          • ทุกคนที่มาร่วมงานจะสงบ เพื่อคอยจ้องมองว่าเมื่อไหร่ ผีปู่ย่า จะมารับของที่เซ่นสังเวย ข้อสังเกต ว่าผีปู่ย่ามารับเครื่องเซ่นสังเวยหรือไม่ สังเกตจากที่มีลมพัด หรือ แมลงวันมาไต่ตอม
      2. เครื่องเซ่นสังเวย
        • อาหารพวกเนื้อสัตว์ เช่น หัวหมู เป็ด ไก่ วัว
        • ผลไม้ต่างๆ ( โดยเฉพาะ กล้วย มะพร้าว )
        • ข้าวสุก
        • เหล้า
        • บุหรี่
        • ขนม
        • ดอกไม้ขาว ธูป เทียน
    2. กรณีเลี้ยงผีปู่ย่าแบบมีร่างทรง (ม้าขี่) จะอัญเชิญผีปู่ย่าที่นับถือเคารพนับถือ มาทรงเจ้าเพื่อทำพิธีรดน้ำดำหัว เพื่อจะได้ให้ท่านปกปักรักษาคุ้มครอง หลังจากเริ่มงานอาจมีการบรรเลงดนตรี งานมหรสพ จากนั้น จะมีพิธีการทรง มีการรดน้ำดำหัว อาจจะมีการสนทนากับผีปู่ย่า เช่น สอบถามถึงความเป็นอยู่ของหมู่บ้านในอนาคต, การทำนายผลผลิตด้านการเกษตร, ความเป็นอยู่ จากนั้น ผีปู่ย่าจะเริ่มผูกข้อมือให้แก่ชาวบ้านที่มาร่วมงาน หลังเสร็จสิ้นพิธีแล้วจะนำของมาแจกจ่ายให้กับชาวบ้านนำไปบูชา หรือบางคนอาจจะนำไปรับประทานเพื่อความเป็นสิริมงคล
      1. พิธีกรรมและขั้นตอนการเลี้ยงผี
        • ทำความสะอาดหิ้ง และหอผี
        • บอกกล่าวนัดหมายญาติพี่น้อง และมีการเก็บเงินรวบรวมเงินตามกำลังทรัพย์ที่มีเพื่อซื้อสิ่งต่างๆเพื่อเซ่นผีปู่ย่า ตั้งแต่ 20 บาท - 500 บาท
        • จัดทำอาหารหรือเครื่องเซ่นสังเวยผี
        • ทำพิธีเลี้ยงผีปู่ย่า ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
          1. เครือญาติพี่น้องเดียวกัน จะถือว่าเป็นผีเดียวกันซึ่งจะมาชุมนุมกัน ณ หอผี หรือตูบผี นำเครื่องดนตรีพื้นบ้านคือ ปี่ ขลุ่ย สะล้อ ซอ ซึง บรรเลงเพลงขับกล่อม และมีการฟ้อนรำ (ฟ้อนแอ่น) จ๊อย ซอ สนุกสนาน ซึ่ง “จ๊อย” จะเป็นการขับลำนำของทางภาคเหนือ เป็นถ้อยคำที่กล่าวออกมาโดยมีสัมผัสคล้องจองกันเป็นภาษาพื้นเมือง ออกเสียงสูงๆ ต่ำๆ เป็นทำนองเสนาะ ฟังแล้วจะเกิดความไพเราะ สนุกสนานไปตามท่วงทำนองจ๊อย

            เป็นศิลปะการขับขานของล้านนาที่มีมานานเป็นสื่อพื้นบ้านแขนงหนึ่ง เนื้อหาสาระที่ช่างซอนำมาสื่อนั้นมีหลาหลายทั้งเรื่องราวในท้องถิ่น ประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตเหตุการณ์สำคัญ ในช่วงเวลา ต่าง ๆ รวมถึงบทซอซึ่งแต่งขึ้นใช้เฉพาะงานประเพณีต่างๆ ที่รวมถึงพิธีการเลี้ยงผีปู่ย่าด้วย

          2. นำอาหารหรือเครื่องเซ่นสังเวยตั้งวางบนที่สูง
          3. ผู้อาวุโส กล่าวอัญเชิญผีปู่ย่า
          4. ทุกคนที่มาร่วมงานจะสงบ เพื่อคอยจ้องมองว่าเมื่อไหร่ ผีปู่ย่า จะมารับของที่เซ่นสังเวย ข้อสังเกต ว่าผีปู่ย่ามารับเครื่องเซ่นสังเวยหรือไม่ สังเกตจากที่มีลมพัด หรือ แมลงวันมาไต่ตอม

ร่างทรง หรือ ม้าขี่ ผู้ที่ได้รับการสืบทอดให้เป็นร่างทรงจากร่างทรงซึ่งต้องเป็นเครือญาติ และต้องเป็นผู้หญิง ที่มีลักษณะพิเศษตั้งแต่ตอนที่เป็นเด็กมาแล้ว คือมีลักษณะขวัญอ่อน มักเห็นผีหรือสิ่งที่คนอื่นมักมองไม่เห็นกัน มักฝันเห็นเทวดาสิ่งที่มหัศจรรย์ และสิ่งศักดิ์สิทธ์เสมอ ซึ่งบางคนมีอาการ “ผีเข้า” ซึ่งถ้าผีดี (คือผีที่ลูกหลานเลี้ยงและบูชาตลอด) ให้พระมาอัญเชิญจะออกโดยง่ายดาย แต่ถ้าเป็นผีไม่ดี (คือผีที่ลูกหลานไม่สนใจ ไม่ทำการบูชาและเลี้ยงในช่วงที่ประเพณีนี้กำหนด) ก็จะร้องไห้ ไม่ยอมออกจากร่างง่าย ๆ และเมื่อโตขึ้นบรรพบุรุษที่เป็นร่างทรงก็จะบอกยกให้เป็นผู้สืบทอดให้เป็นร่างทรงผีปู่ย่าสืบต่อไป

พิธีการเข้าทรง

  1. เมื่อผู้อาวุโสหรือเจ้าของบ้านอัญเชิญผีปู่ย่ามาเข้าร่างทรง ร่างทรงจะแต่งตัวชุดสีขาว และมีผ้าโพกหัว
  2. เมื่อผีเข้าร่างทรง ร่างทรงจะสั่นและกระตุกและหมดสติไป
  3. เมื่อหมดสติไปสักครู่ ประมาณ 1 นาที ก็จะพื้นขึ้นเอามือลูบหน้า
  4. หลังจากนั้นจะมีการพูดคุยกัน ถามโชคลาภ ทำนายทายทัก ร่างทรงจะดื่มเหล้า และสูบบุหรี่จำนวนมาก
  5. มีการฟ้อนผีปู่ย่า ฟ้อนแอ่น จ้อย ซอ สนุกสนานครื้นเครง โดยที่ร่างทรงจะเป็นคนฟ้อน
  6. ผีปู่ย่า ออกจากร่างทรง โดยการนอนราบนิ่ง แล้วกระตุกๆ 2-3 ครั้ง จากนั้นก็จะได้สติและไม่มีอาการเมาเหล้าหลงเหลืออยู่เลย
  7. ญาติๆ ที่มาพบปะสังสรรค์ จะรับประทานอาหารร่วมกัน

เครื่องเซ่นสังเวย

  1. อาหารพวกเนื้อสัตว์ เช่น หัวหมู เป็ด ไก่ วัว
  2. ผลไม้ต่างๆ ( โดยเฉพาะ กล้วย มะพร้าว )
  3. ข้าวสุก
  4. เหล้า
  5. บุหรี่
  6. ขนม
  7. ดอกไม้ขาว ธูป เทียน

ชุดสำหรับใส่พิธีลงผี

นุ่งซิ่น / เสื้อแขนยาว / ผ้าคล้องคอ / ผ้าโพกหัว

ประโยชน์ของการเลี้ยงผีปู่ย่า

  1. แสดงถึงความกตัญญูต่อบรรพบุรุษ
  2. สร้างความสามัคคีในหมู่ญาติพี่น้อง
  3. รักษาประเพณีที่ดีไว้ เป็นมรดกต่อไป
  4. สร้างสิ่งยึดเหนี่ยวและที่พึ่งทางใจ

และในส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกันระหว่า ผีที่มีความสำคัญต่อวิถีชีวิตของชาวล้านนา เช่น

  • ผีบรรพบุรุษ มีหน้าที่คุ้มครองเครือญาติและครอบครัว
  • ผีอารักษ์ หรือผีเจ้าที่เจ้าทาง มีหน้าที่คุ้มครองบ้านเมืองและชุมชน
  • ผีขุนน้ำ มีหน้าที่ให้น้ำแก่ไร่นา
  • ผีฝาย มีหน้าที่คุ้มครองเมืองฝาย
  • ผีสบน้ำ หรือผีปากน้ำ มีหน้าที่คุ้มครองบริเวณที่แม่น้ำสองสายมาบรรจบกัน
  • ผีวิญญาณประจำข้าว เรียกว่า เจ้าแม่โพสพ
  • ผีวิญญาณประจำแผ่นดิน เรียกว่า เจ้าแม่ธรณี

ประเพณีสงกรานต์

ชาวเหนือมีประเพณีสงกรานต์ที่เหมือนกับชาวไทยภาคอื่น คือ มี การทรงน้ำพระพุทธรูป มีประเพณีขนทรายเข้าวัด ประเพณีรดน้ำ ดำรง ขอพรจากผู้หลักผู้ใหญ่ สิ่งที่เป็นประเพณีท้องถิ่น คือ มีการทำ บุญถวายขันข้าวที่ถวายตุง และไม้ค้ำสะหลีหรือไม้ค้ำโพธิ์ เพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้แก่วิญญาณผีบรรพบุรุษ และเป็นผลบุญสำหรับตนเอง

ประเพณีสืบชะตา

ชาวล้านนามีความเชื่อว่า การทำพิธีสืบชะตาจะช่วยต่ออายุให้ตน เอง ญาติพี่น้อง และบ้านเมืองให้ยืนยาว ทำให้เกิดความเจริญรุ่งเรือง และความเป็นสิริมงคล โดยแบ่งการสืบชะตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ

  • การสืบชะตาคน นิยมทำกันหลายโอกาส เช่น วันเกิด วันที่
  • ได้รับยศตำแหน่ง วันขึ้นบ้านเมือง
  • การสืบชะตาบ้าน เป็นการสืบชะตาชุมชนหรือหมู่บ้าน เพื่อให้เกิดสิริมงคลปัดเป่าทุกภัยต่างๆ นิยมจัดเมื่อผ่านช่วงสงกรานต์ไปแล้ว การสืบชะตาเมือง

เป็นพิธีกรรมที่จัดขึ้นด้วยความเชื่อว่าเทวดาจะช่วยอำนวยความสุขให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรือง อุดมสมบูรณ์ ในสมัยโบราณพระเจ้าแผ่นดินเป็นประธานในพิธีสืบชะตาเมือง

 

 

2.4 ผู้รู้ / ผู้นำจิตวิญญาณ

    1. อาจารย์ เกษม ประทีบรัตน์ ผู้รู้ทางประวัติศาสตร์
    2. พ่อบุญมา คะลา ประธานกลุ่มผู้สูงอายุ
    3. พ่ออุดม ใจแหลม และ ทศพล ใจเก๋ง คนประกอบพิธีทางศาสนาของคนเกรี่ยง (หมื่นต้ม)
    4. พ่อคำปัน ใจปิน และ พ่อหนานมูลอินแก้ว เป็นผู้นำทางนาเรื่อง
      • ส่งเคราะห์
      • เรียกขวัญ
      • สู่ขวัญ
      • ผีบ้านผีเรือน(ผีเจ้าบ้าน)
      • เท้าทั้งสี่ เป็นผู้นำการประกอบพิธีกรรมสำคัญ ตามวัฒนธรรมความเชื่อของคนในชุมชน
    5. เจ้าทรง นางอนงค์ นาคพรม (เป็นคนสื่อสารภาษาศาสตร์กับผีหรือหมื่นตุ้ม)
 


 

3. ภูมิปัญญาอาหารการกิน

จากวิถีชุมชนของคนเมืองสรอง แต่เดิมที่สืบทอด ภูมิปัญญา ในการดำรงชีวิต สู่ลูกหลาน ตามวิถีพอเพียง ในปัจจัยสี่ที่มีความผูกพันกับ ดินน้ำป่า ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ชุมชนได้รับการลืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยปู่ย่าตายาย

ด้านอาหาร

มีภูมิปัญญาในการถนอมอาหาร สามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปี ได้แก่ การทำน้ำปู ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนเมืองเหนือ โดยทำปีละครั้งในช่วงการทำนา โดยทำจากปูนาเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนเก่าแก่ที่ทำได้ยาก ปัจจุบันคนทำน้ำปูได้มีน้อยลงทุกวัน แต่ในชุมชนยังคงมีการส่งต่อให้ลูกหลานไว้เรียนรู้และผลิตเป็นอาหารพื้นบ้าน

เมื่อปี พ.ศ. 251 นายเหรียญ – นางมาลัย บุระตะ ได้เริ่มต้นหมักปลาร้าขาย ทั้งปลีกแปละส่ง ตามท้องตลาดและขายเร่ตามหมู่บ้านต่าง ๆ ในเขตอำเภอสอง จังหวัดแพร่ โดยรับซื้อปลามาจากภาคเหนือตอนล่าง มาหมักเป็นปลาร้าขาย และยึดเป็นอาชีพ มาเป็นระยะเวลากว่า 25 ปี สินค้าเป็นที่ยอมรับ ลูกค้ามีความต้องการบริโภคปลาร้าสูง จึงได้คิดพัฒนาคุณภาพของปลาร้าในด้านการผลิตและการบรรจุให้ได้มาตรฐานขึ้นในปี พ.ศ. 2537 โดยการนำเอาปลาร้าที่หมักแล้ว มาบดให้ละเอียด แล้วนำไปอบผ่านความร้อนจนสุก จึงนำมาบรรจุเป็นชนิดขวดและชนิดถุง ทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ปลาร้าพร้อมใช้ปรุงอาหาร ใส่แกงต่างๆ ใส่ส้มตำ   ใส่ซุปหน่อไม้ ตำน้ำพริกและอาหารอื่นที่ต้องการปรุงรสด้วยปลาร้า

…อาหารขึ้นชื่อของชุมชน  แกงแค…

แกงแคจึงน่าจะแสดงถึงตัวอย่างการเลือกใช้เครื่องปรุงในวัฒนธรรมอาหารที่ต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ เป็นการปรุงพืชผักในฤดูกาลที่ชุมชนเห็นว่ามีรสชาติเหมาะสม (เชื่อกันว่าผักหน้าแล้งรสชาติดีกว่าหน้าฝน) ด้วยเครื่องสมุนไพรที่นิยมในรสและกลิ่น (จักค้านและมะแขว่นที่ให้รสเผ็ดซ่า) แน่นอนว่า แต่ละชุมชนในภาคเหนือเองย่อมจะมีแกงแคแบบเฉพาะของตน ใส่พืชผักต่างกันไปบ้าง จนหลายแห่งถึงกับมี “คั่วแค” คือแกงแคแห้ง ปรุงรสชาติให้จัดจ้านกว่าแกงแคปรกติกันเลย

มีคำบอกเล่าจากคนในพื้นที่ หลายประโยคที่ผมคิดว่าสำคัญ นั่นก็คือพวกเขาเหล่านั้นยังจำแนกรสชาติของผักแต่ละชนิดในช่วงต่างฤดูกาลได้ สามารถบอกความแตกต่างของความขมในใบชะพลูหน้าร้อนและหน้าฝนได้อย่างละเอียด ลิ้นและการรับรสแบบนี้ ผมเชื่อว่าคนที่ยังคุ้นเคยกับวัฒนธรรมอาหารแบบเก่าในภูมิภาคอื่นๆ ก็คงมีเช่นกัน และผมคิดว่ามันเป็นความรู้สึกพื้นฐานอันแรกๆ ที่ผู้สนใจใคร่รู้เรื่องอาหารในเชิงวัฒนธรรมจำต้องมีไว้

ด้านสมุนไพรพื้นบ้าน

มีการฟื้นฟูหมอพื้นบ้านใช้ภูมิปัญญารักษาโรคในด้านต่างๆ ดังนี้

  • ใช้คาถาเป่ารักษากระดูกหัก เป่าแผลพุพอง โดนพิษภัย เป่าหูเป็นหนอง เป่าตาแดง เป็นต้น และยังใช้รักษาคนในชุมอยู่ในชุมชนในปัจจุบัน เช่นพ่อหมอคำ ลอยฟู พ่อหมอพร คันธนู เป็นตัน
  • การรักษาโรคโดยการใช้สมุนไพรพื้นบ้าน ยาต้มยาหม้อ แก้โรคปาหวาน ความดัน แก้ปวดเป็นต้นหมอพื้นบ้านที่ได้รับการสืบทอดในการรักษา เช่นพ่อหมอเกษม ประทีปรัตน์ มีการรักษาโรคอัมพฤต โดยการนวดน้ำมันสมุนไพร ของท่านพระครูไพโรจน์พัฒนโกศล เจ้าอาวาสวัดพระธาตพระลอ นายเกษม ประทีบรัตน์ และ นายบุญมา คะลา

ด้านที่อยู่อาศัย

การสร้างที่อยู่อาศัยโดยการพึ่งพาป่า เช่นการทำหลังคาบ้านโดยใช้หญ้าหรือใบไม้การน้ำหญ้าคาหรือ ใบเหียง ใบตึง ใบไพ(มาสาน) ให้เป็นแผ่นแทนสังกะสี มีการสืบทอดองค์ความรู้ภูมิปัญญาการไพคาให้แก่ชนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้และนำมาใช้ในการดำรงชีวิต มีการทอผ้า และมีการตีเหล็กทำมีดจอบเสียมเพื่อใช้ในชีวิตประจำวันยังคงมีอยู่ในชุมชน

มีการสร้างกำแพงเมือง 3 ชั้น กล่าวคือ

  • ชั้นที่ 1 ป้องกันศัตรู
  • ชั้นที่ 2 ผันน้ำเข้ามาใช้ในเมือง
  • ชั้นที่ 3 ป้องกันน้ำท่วม

อาชีพ

  • รับจ้างทั่วไป 75%
  • ทำนา, ทำไร่ ทำสวน, ปลูกข้าวโพดสัตว์ 25%
 


 

4. สถานที่หรือจุดสำคัญของชุมชนที่สามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้

  • อุทยานแห่งชาติลิลิตพระลอ
    • ถ้ำจำลองปู่สมิงพราย
    • ศาลปู่สมิงพราย
    • อาคารประวัติศาสตร์ลิลิตพระลอ เช่น วัตถุโบราณ รูปภาพ เป็นต้น
  • วัดพระธาตุพระลอ
    • กราบไหว้พระศรีสันเพชรพระคู่บ้านเมืองสอง
    • กราบไว้พระธาตุพระลอที่บรรจุเก็บอัฐิของพระลอ พระเพื่อน พระแพง
  • อ่างเก็บน้ำห้วยป้อม
    • เป็นอ่างเก็บน้ำที่ชาวบ้านจะต้องใช้ประจำเป็นชีวิตประจำวัน
 


 

5.แผนที่แสดงจุดสำคัญในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยว

แผนที่เดินดิน  พิกัด [ละติจูด 18.475161 ] [ลองจิจูด 100.200720]

ผู้ให้ข้อมูล

  1. อาจารย์ เกษม ประทีบรัตน์ : ผู้รู้ทางประวัติศาสตร์ ประจำอยู่ที่อุทยานลลิตพระลอ
  2. พ่อบุญมา คะลา : ประธานกลุ่มผู้สูงอายุ
  3. พ่ออุดม ใจแหลม และ ทศพล ใจเก๋ง : คนประกอบพิธีทางศาสนาของคนเกรี่ยง ( หมื่นต้มฝ่ายปู่เจ้าสมิงพลาย )
  4. พ่อคำปัน ใจปิน และ พ่อหนานมูลอินแก้ว : เป็นผู้นำทางนาเรื่อง 1.ส่งเคราะห์ 2.เรียกขวัญ เป็นต้น
  5. นายสิงห์คำ คำหย่อน (หมื่นตุ้ม เจ้าพ่อกุมพัน) : ที่อยู่ 111 ม.2 ตำบลบ้านกลาง อำเภอสอง จังหวัดแพร่ ที่ 0887054119

 

รูปกิจกรรม

เสริมสร้างความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การใช้ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลรักษาแหล่งชุมชนเน้นสุขภาพผู้สูงอายุ แนะนำการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน สภาพแวดล้อม สิ่งอานวยความสะดวก

ติดต่อเรา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
เลขที่ 17 หมู่ที่ 3 ต.แม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่ 54140
โทร: 0 5464 8593-5
Fax: 0 5464 8374 , 0 5464 8596

จำนวนผู้เข้าชม

0

ผู้เยี่ยมชมวันนี้

0

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด