เล่าเรื่องประตูเมืองแพร่

เวียงแพร่มีประตูประจำทิศ ชาวบ้านอาวุโสเล่าว่ามีกฎเกณฑ์ที่ชาวบ้านรับรู้ว่าจะเข้าออกในเวียงได้โดยจะมีการปิด-เปิดประตูเป็นเวลาและไม่ให้เข้าในตอนกลางคืน จากการบอกเล่าเมื่อราวสมัย ๗๐-๘๐ ปีมาแล้วก็ยังใช้งานประตูเมืองที่เป็นไม้ปิด-เปิดเข้าออกกันอยู่ ประตูเมืองแพร่ในทิศต่างๆ มีดังนี้

  1. ประตูชัย 

    ประตูชัยอยู่ทางทิศตะวันออก ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นประตูมงคลและเป็นชื่อมาแต่ดั้งเดิม ใช้ประตูนี้โดยเฉพาะเมื่อไปรบหรือรบกลับมาแล้วเพื่อความเป็นมงคล และใช้สำหรับต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง เป็นประตูที่ต่อกับถนนโบราณซึ่งตัดตรงไปสู่พระธาตุช่อแฮ เป็นเส้นทางที่ชาวเมืองแพร่ใช้เพื่อเดินทางเท้าไปนมัสการในงานเทศกาลไหว้พระธาตุประจำปี ดูแผนที่

  2. ประตูศรีชุม

    ประตูศรีชุมอยู่ทางทิศตะวันตกตรงข้ามกับประตูชัย บริเวณนี้กำแพงบางส่วนใกล้กับวัดพระนอน ในฤดูน้ำหลากแม่น้ำยมกัดเซาะจึงติดชิดริมน้ำ ส่วนทางฝั่งขวามีน้ำแม่แคมซึ่งไหลอ้อมผ่านตัวเวียงจนเป็นแนวคูเมืองก่อนไหลตกแม่น้ำยมไม่ไกลจากแนวกำแพงเมืองนัก ดูแผนที่

  3. ประตูยั้งม้าหรือประตูเลี้ยงม้า

    ประตูยั้งม้าหรือประตูเลี้ยงม้า หรือประตูเวียง อยู่ทางทิศเหนือแถบวัดหัวข่วงตรงข้ามกับประตูมาร เป็นประตูเล็กๆ พอช้างม้าเข้าออกได้ แต่ใช้สำหรับเดินทางต่อไปยังเมืองสอง ที่ชื่อว่าประตูเลี้ยงม้าหรือประตูยั้งม้าเพราะมีเรื่องเล่าว่าเป็นลานกว้างเหมาะสำหรับเลี้ยงม้าหรือวัว ทั้งที่เป็นม้าของเจ้านายในเมืองแพร่และพวกพ่อค้าม่าน เงี้ยว ซึ่งเป็นพ่อค้าวัวต่างม้าต่างจะใช้ประตูนี้เป็นทางเข้าเมือง พอมาถึงเมืองก็จะเอาม้ามาปลดพักไว้ที่นี่ เพราะมีลานหรือข่วงกว้างขวาง เมื่อจัดทำธุระในเมืองเสร็จแล้วก็จะมานำม้าที่ปล่อยเลี้ยงไว้บรรทุกต่างสินค้าหรือข้าวของเดินทางกลับ ดูแผนที่

  4. ประตูมาร หรือ ประตูผี

    ประตูมารอยู่ทางทิศใต้ ที่มีอยู่ในเมืองโบราณอื่นๆ จะมีการเคลื่อนย้ายศพออกไปเผาทางประตูมาร การเคลื่อนย้ายจะไม่ผ่านหน้าจวนผู้ว่าหรือคุ้มเจ้าหลวง หากนำศพเคลื่อนผ่านด้านหลังคุ้มหรือจวนแทน เพราะถือเป็นสิ่งอัปมงคล ทั้งเจ้านายและสามัญชนจะเผาที่ประตูมารเช่นเดียวกัน ในภายหลังก็ยังนิยมปฏิบัติเช่นนี้อยู่

    คำว่า "มาร" เป็นคำในท้องถิ่นที่เรียกการเผาผีหรือฌาปนกิจศพ  ในอดีตของเมืองแพร่ หากผู้ใดทำผิดจะมีการประหารแล้วนำไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร หรือทำการประหารที่ประตูมาร บริเวณประตูมารจะมีพระพุทธรูปชื่อ “หลวงพ่อพระวิชิตมารประทานสันติสุขสวัสดี ชีนสีห์ธรรมบพิตร”หรือ “พระวิชิตมาร” เป็นพระพุทธรูปเก่าในวัดร้างชื่อวัดนางเหลียว ปัจจุบันก็ยังมีซากฐานปรากฏอยู่ ครั้งแรกที่พบไม่มีเศียร เพิ่งบูรณะและใส่เศียรใหม่แล้วทำพิธีพุทธาภิเษกในภายหลัง นักโทษประหารมักจะมาไหว้ขอไม่ให้โดนประหาร คนเก่าแก่ในเมืองแพร่เล่ายืนยันว่า นักโทษบางคนถูกประหารที่สนามหลวงหรือสวนสุขภาพในปัจจุบัน แล้วเอาใส่ล้อใส่เกวียนไปทิ้งไว้ที่ประตูมาร ดูแผนที่

 

 

ประตูใหม่เพิ่งสร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๒ อยู่ใกล้กับประตูยั้งม้า เมื่อเมืองแพร่ขยับขยายชุมชนและเขตเศรษฐกิจการค้าออกไปนอกเมือง ทำให้การเดินทางเข้าออกในเมืองไม่สะดวกเนื่องจากเมื่อเดินทางมาถึงสี่แยกหน้าสถานีตำรวจแล้วเลี้ยวขวาเข้าประตูชัย อีกทางหนึ่งคือเมื่อเดินทางถึงปากทางโรงไฟฟ้าก็ตัดเข้าวัดร้างนอกเวียงแล้วเข้าประตูเลี้ยงม้า ผู้ว่าราชการจังหวัดในยุคนั้นเห็นชาวบ้านเดินทางเข้าเวียงไม่สะดวกจึงให้นายอำเภอเกณฑ์ชาวบ้านช่วยกันขุดเบิกกำแพงเวียงเป็นประตูขึ้นอีกประตูหนึ่ง แล้วสร้างสะพานข้ามคูตัดถนนจนถึงสะพานข้ามน้ำร่องสวรรค์ ขยายถนนให้กว้างและปรับปรุงถนนที่คดโค้งให้ตรงเพื่อต่อกับถนนยันตรกิจโกศลตัดถนนต่อเนื่องไปจนถึงร้องกวางและผ่านต่อไปยังเมืองน่านได้ด้วย นับเป็นการเปิดประตูสู่ถนนสายเศรษฐกิจของเมืองแพร่ตั้งแต่นั้นมา ส่วนด้านขวาของประตูใหม่กำแพงเมืองหายไปเนื่องจากถูกปรับแต่งภูมิทัศน์กลายเป็นสนามเล่นกีฬา เนื่องจากมีการเมืองท้องถิ่นเข้ามาเกี่ยวข้องเมื่อไม่นานมานี้

จากการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของเมืองประวัติศาสตร์จังหวัดแพร่ เห็นได้ว่า ประตูที่คนให้ความสำคัญและมีเรื่องเล่ามายาวนานมากที่สุด ก็คงจะเป็นประตูยั้งม้านั้นเอง ลุงแดง ตัวแทนของกลุ่มรักษ์เวียงโกศัย เล่าให้ฟังว่า “ สมัยก่อนประตูยั้งม้าแห่งนี้ ไม่ใช่แค่ประตูที่พักม้า วัว ควาย ลา ของคนเดินทางหรือพ่อค้าแม่ค้าเท่านั้น ที่ตรงนั้นเคยเป็นลานกว้างและเป็นพื้นที่สำคัญของกองกำลังรบในสมัยนั้น คือเป็นที่เก็บเสบียง อาวุธ สัตว์เลี้ยงที่ใช้เป็นพาหนะในการรบ เมื่อหมดยุคสมัยการรบทำสงครามลานแห่งนี้ก็ไม่ได้ใช้เก็บอะไรอีก นานเข้าจึงกลายเป็นป่ารกแต่ก็ใช่ว่าจะหมดประโยชน์ไปซะทีเดียว กลับเป็นสถานที่ที่ช่วยให้น้ำไม่ท่วมเข้าเมืองได้ด้วยการเป็นป่าปงที่สามารถกักเก็บน้ำไว้ได้ในปริมาณที่มาก ปงที่ว่านี้ก็คือแก้มลิงที่เรารู้จักในปัจจุบันนี้เอง นอกจากนี้แล้วในป่าปงแห่งนี้ยังมีพืชพรรณท้องถิ่นที่เป็นทั้งสมุนไพรและผักที่กินได้อยู่ค่อนข้างสมบูรณ์เลยทีเดียว”  

 

เสริมสร้างความรู้ด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การใช้ภูมิปัญญาเพื่อการดูแลรักษาแหล่งชุมชนเน้นสุขภาพผู้สูงอายุ แนะนำการรักษาความปลอดภัยในสถานที่ท่องเที่ยวชุมชน สภาพแวดล้อม สิ่งอานวยความสะดวก

ติดต่อเรา

มหาวิทยาลัยแม่โจ้-แพร่ เฉลิมพระเกียรติ
เลขที่ 17 หมู่ที่ 3 ต.แม่ทราย อ.ร้องกวาง จ.แพร่ 54140
โทร: 0 5464 8593-5
Fax: 0 5464 8374 , 0 5464 8596

จำนวนผู้เข้าชม

0

ผู้เยี่ยมชมวันนี้

0

ผู้เยี่ยมชมทั้งหมด